เมนูหลัก

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

ออนไลน์

เรามี 46 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สถิติผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1342
mod_vvisit_counterYesterday4147
mod_vvisit_counterThis week25438
mod_vvisit_counterLast week29463
mod_vvisit_counterThis month38348
mod_vvisit_counterLast month133538
mod_vvisit_counterAll days2695908

เรามี: 39 บุคคลทั่วไป, 10 bots ออนไลน์
Your IP: 54.146.179.146
 , 
Today: ธ.ค. 09, 2016

เกร็ดความรู้ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง

การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล

เกร็ดความรู้ - เกร็ดความรู้ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง

เขียนโดย Administrator วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน 2016 เวลา 21:33 น.

           หลักการของระเบียบ

           ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 22 วรรคสอง กำหนดว่า “การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด  หรือเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนไป  จะกระทำมิได้”

           การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง หมายถึง การลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกัน ออกเป็นหลายครั้ง โดยไม่มีเหตุผลความจำเป็น และมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยง

           (1)    แบ่งวงเงินให้ลดลงเพื่อเปลี่ยนวิธีจัดหาพัสดุ

           (2)    ให้ผู้มีอำนาจสั่งซื้อ สั่งจ้าง เปลี่ยนไป

           แนวทางการพิจารณาเรื่องแบ่งซื้อแบ่งจ้าง

           - วงเงินที่ได้รับมาพร้อมกันหรือไม่

           - พัสดุที่จะจัดหาเป็นประเภทเดียวกันหรือไม่

           - พิจารณาจากความต้องการของผู้ใช้

           - พัสดุว่าต้องการใช้พร้อมกันหรือไม่

           เหตุที่ห้ามแบ่งซื้อ/แบ่งจ้าง

           เนื่องจากการจัดหาพัสดุคราวละจำนวนมาก ทำให้มีการแข่งขันราคาอย่างเสรี  ราชการได้ประโยชน์สูงสุด  ดังนั้น การซื้อ/การจ้าง ที่มีลักษณะพัสดุประเภทเดียวกันมีความต้องการในการใช้พัสดุในระยะเวลาเดียวกัน “ก็ควรดำเนินการจัดหาในคราวเดียวกัน”

           การรวมจัดซื้อพัสดุประเภทเดียวกัน

           วิธีปฏิบัติที่ 1

           กรณีพัสดุที่จัดซื้อ เป็นประเภทชนิดเดียวกันแม้ต่างขนาด ต่างราคากัน ควรรวมการจัดซื้อในคราวเดียวกัน  หากความต้องการใช้งานรวมทั้งปี มีวงเงินเกินกว่า 100,000 บาทแล้ว หน่วยงานก็จะต้องดำเนินการสอบราคาหรือประกวดราคา

           วิธีปฏิบัติที่ 2

           เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการของหน่วยงาน ทั้งในการเก็บรักษา หรือควบคุมคุณภาพและปริมาณของพัสดุที่จัดซื้อ           หน่วยงานสามารถกำหนดเงื่อนไขการจัดซื้อ โดยใช้สัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณ เพื่อออกใบสั่งซื้อเป็นคราวๆ  ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง ของแต่ละช่วงเวลาได้

           ลักษณะของสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณ

           เป็นสัญญาที่ กวพ. กำหนดขึ้นมา เพื่อใช้กับการซื้อขายที่มีราคาพัสดุต่อหน่วยที่คงที่ แน่นอนตลอดอายุสัญญา  แต่การจัดซื้อตามสัญญา ผู้ซื้อจะทยอยการสั่งซื้อตามความต้องการของผู้ซื้อ/ผู้ขายสัญญาว่าจะเตรียมพัสดุไว้ให้เพียงพอตามจำนวนที่ได้ประมาณการไว้ในสัญญา โดยมีวงเงินตามสัญญา ประมาณไว้ไม่เกินกว่าวงเงินที่ดำเนินการจัดหาในครั้งนั้น

           กรณีต่อไปนี้ไม่ถือว่าแบ่งซื้อ/แบ่งจ้าง  (ตามแนววินิจฉัย กวพ.)

           (1) เงินงบประมาณที่แยกออกเป็นแต่ละรายการ  ไม่ถือว่าแบ่งซื้อ /แบ่งจ้าง

                   ตัวอย่าง  ส่วนราชการได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณ โครงการจ้างก่อสร้างอาคาร ซึ่งมีหลายอาคาร โดยเงินระบุจำแนกเป็นรายอาคาร ถือว่า เงินงบประมาณค่าก่อสร้างอาคารของแต่ละอาคารแยกออกจากกัน  การดำเนินการจัดจ้างก่อสร้างอาคาร สามารถดำเนินการได้ในลักษณะหนึ่งลักษณะใดดังนี้

                    (1)  ประกวดราคาเป็นรายครั้ง ๆ ละอาคาร

                    (2)  ประกวดราคาเป็นรายครั้ง ๆ ละกลุ่มอาคาร

                    (3)  ประกวดราคาเป็นรายครั้ง ๆ ละหลายกลุ่มอาคาร

                    (4)  ประกวดราคาครั้งเดียวกันทุกอาคาร

           (2) การแบ่งวงเงินและกระจายอำนาจ

                ในการจัดซื้อ/จัดจ้างไปให้หน่วยงานย่อยแต่ละแห่งในสังกัดไปจัดหาเอง ไม่ถือว่าแบ่งซื้อ/แบ่งจ้าง  แต่เมื่อหน่วยงานย่อยที่ได้รับมอบอำนาจมาแล้ว หรือได้รับอนุมัติเงินประจำงวดมาในคราวเดียวกันก็สมควรจัดซื้อจัดจ้างรวมเป็นครั้งเดียวกันด้วย  ทั้งนี้ เพื่อสะดวกในการพิจารณาราคาอาจกำหนดเงื่อนไขในการตัดสินราคาว่า จะพิจารณาราคารวม หรือราคาต่อหน่วย หรือต่อรายการ แล้วแต่กรณี ตามความจำเป็นได้ด้วย

           (3) กรณีมีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน ล่าช้าจะเสียหายแก่ราชการ

               ตัวอย่าง  ส่วนราชการ ก. จะจ้างทำวารสารอิเล็กทรอนิกส์ในวงเงินสอบราคา แต่เนื่องจากมีความจำเป็นต้องให้วารสารออกทันในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน  หากใช้วิธีสอบราคาจะไม่ทันการ ทำให้ราชการเสียหาย จึงขอจ้างโดยวิธีตกลงราคา 2 เดือนไปก่อน ส่วนที่เหลืออีก 12 เดือน วงเงินเกิน 1 แสนจะใช้วิธีสอบราคาต่อไป  ถือว่า มีเหตุผลความจำเป็น โดยมิได้มีเจตนาที่จะลดวงเงินให้ต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด จึงสามารถดำเนินการได้โดยไม่ถือว่าแบ่งจ้าง

           กรณีศึกษาที่ 1

           กรม ป. หารือแนวทางปฏิบัติในการจ้างเหมาเอกชนดำเนินงานว่าเป็นการแบ่งซื้อ/แบ่งจ้าง หรือไม่  คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) เคยตอบข้อหารือเป็นหลักการ ไว้ดังนี้

           1.  กรม ป. จำเป็นต้องบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความชำนาญเฉพาะตัว เพื่อให้ทำงานเฉพาะอย่าง ตามที่แผนงานกำหนดไว้ โดยเห็นผลงานของผู้นั้นมาก่อนแล้ว ถือว่าเป็นการจ้างผู้มีความชำนาญเฉพาะตัว เพื่อให้ทำงานเฉพาะอย่างตามระเบียบฯ ข้อ 24 (1)

                ดังนั้น ในการทำสัญญาจ้าง กรมจึงสามารถจ้างเหมาเป็นรายบุคคลได้โดยไม่ถือว่าเป็นการแบ่งซื้อ/แบ่งจ้าง ตามระเบียบฯ ข้อ 22 วรรคสอง

           2.  วิธีการจ้าง

                หากวงเงินตามสัญญาแต่ละราย  ครั้งหนึ่งมีวงเงินไม่เกิน 1 แสนบาท ก็ชอบที่จะจ้างโดยวิธีตกลงราคาได้  เกิน 1 แสนบาท ก็ชอบที่จะจ้างโดยวิธีพิเศษได้ตามระเบียบฯ ข้อ 24(1) โดยอนุโลม

           3.  การจ่ายค่าจ้างเพิ่มเติม กระทำได้ 3 แนวทาง ดังนี้

                แนวทางที่ 1

                หากได้กำหนดเงื่อนไขการจ่ายค่าตอบแทนอื่นโดยคิดเป็นค่าจ้างเพิ่มเติมไว้ในสัญญานอกเหนือจากเนื้องานปกติแล้ว ก็กระทำได้

                แนวทางที่ 2

                หากไม่ได้ระบุเงื่อนไขการจ่ายค่าจ้างเพิ่มเติมไว้ในสัญญาตั้งแต่แรกตามแนวทางที่๑ ก็สามารถแก้ไขสัญญาจ้างได้ แต่ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้เนื้องานหรือขอบวัตถุประสงค์เดิม

                แนวทางที่ 3

                หากเป็นกรณีที่จะให้ทำงานเพิ่มเติมที่ไม่ได้อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของเนื้องานตามสัญญาจ้างที่ทำไว้เดิม กรณีนี้ย่อมไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาได้  กรมจะต้องจัดหาใหม่ และหากมีเหตุผลที่ต้องจ้างรายเดิมก็สามารถจ้างโดยวิธีพิเศษตามระเบียบฯ ข้อ 24 (5) ได้โดยอนุโลม

           กรณีศึกษาที่ 2

           เนื่องจากปัจจุบันยังพบว่า มีบางหน่วยงานดำเนินการจัดหาพัสดุที่มีลักษณะการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 22 วรรคสอง “การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด หรือเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนไป จะกระทำมิได้” ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวกับต้องรับผิดทางละเมิดที่ทำให้ราชการเสียหาย แต่ในบางครั้งหน่วยงานให้เหตุผลว่ากระบวนการจัดหาพัสดุจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการที่กำหนดไว้ ซึ่งบางครั้งก็มีเหตุผลไม่เพียงพอที่จะชี้แจงว่าเหตุใดจึงดำเนินการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง หลักการพิจารณาว่าการจัดหาพัสดุเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้างหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบหลายๆ ด้าน เช่น

           1.  การลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนด หรือให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนไป

           2.  วงเงินที่ได้รับมาพร้อมกันหรือไม่ เป็นพัสดุที่จะจัดหาเป็นประเภทเดียวกันหรือไม่ ความต้องการของผู้ใช้พัสดุต้องการใช้พร้อมกันหรือไม่

           ผู้เขียน ขอยกกรณีศึกษาที่ประสบกับหน่วยงานหนึ่งที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงกระบวนการเบิกจ่ายเงิน หน่วยงานตรวจสอบได้พบว่า หน่วยงานจัดหาดำเนินการไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ และมีหนังสือหารือไปยังคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) ว่าเมื่อดำเนินการไม่ชอบด้วยระเบียบฯ สามารถเบิกจ่ายเงินให้กับผู้ขายได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งกรณีศึกษานี้ น่าจะเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในการจัดทำแผนจัดซื้อจัดจ้างและการจัดหาด้านพัสดุได้ต่อไป

           ข้อเท็จจริง  จังหวัด น ได้อนุมัติให้หน่วยงาน ต ดำเนินการตามก่อสร้างภายใต้งบยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ภายหลังที่หน่วยงาน ต. ได้ดำเนินการตามโครงการเรียบร้อยแล้ว ได้ส่งเอกสารการเบิกจ่ายการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างที่ใช้ในโครงการก่อสร้างจำนวน 9 รายการ เป็นเงิน 4,449,635.77 บาท ซึ่งสำนักงานจังหวัด น โดยหน่วยงานตรวจสอบภายในได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า การจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุพ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 22 วรรคสอง ความว่า การแบ่งซื้อแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียว เพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนด โดยวิธีหนึ่งวิธีใด หรือเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนไปจะกระทำมิได้ จึงได้แจ้งให้หน่วยงาน  ต. ดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ  หน่วยงาน ต. ได้มีหนังสือชี้แจงจังหวัดว่า ได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามขั้นตอนการปฏิบัติที่กรมฯ ต้นสังกัดกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ปฏิบัติเหมือนกันทุกโครงการ/งาน ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่พัสดุของหน่วยงานถือปฏิบัติโดยกำหนดจัดทำแผนวัสดุหลักและอื่นๆ ในส่วนของวัสดุหลัก (เหล็ก หิน ไม้แบบ ปูน เป็นต้น) ต้องกำหนดระยะเวลาการใช้งาน วิธีจัดซื้อ หรือถ้ามีการจัดซื้อหลายครั้งในวัสดุประเภทเดียวกันต้องระบุเหตุผล เช่น วัสดุหลักจะซื้อโดยวิธีสอบราคาจำนวนเท่าไร และจะประกวดราคาจำนวนเท่าไร ซึ่งเหตุผลที่กรมฯ กำหนดการแบ่งซื้อเป็นสอบราคา และประกวดราคาเพื่อต้องการให้ได้มาซึ่งวัสดุหลักในการก่อสร้างได้เสร็จสิ้น เพื่อนำมาใช้งานไปก่อนไม่ติดขัด (ซึ่งข้อเท็จจริงไม่มีเอกสารยืนยันแนวทางปฏิบัติดังกล่าว)

           ข้อหารือ   เพื่อการเบิกจ่ายงบประมาณตามโครงการงบยุทธศาสตร์จังหวัด ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ จังหวัด น.  จึงมีประเด็นข้อหารือ ดังนี้

           1.  การจัดซื้อจัดจ้างตามโครงการ ของหน่วยงาน ต. เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ หรือไม่

           2.  สำนักงานจังหวัด น. ซึ่งเป็นหน่วยเบิกจ่ายเงินตามงบยุทธศาสตร์จังหวัด สามารถเบิกจ่ายเงินตามรายการจัดซื้อจัดจ้างให้แก่หน่วยงาน ต. เพื่อจ่ายให้แก่ผู้จำหน่ายวัสดุตามรายการจัดซื้อวัสดุ 9 รายการ ดังกล่าวได้หรือไม่

           ข้อพิจารณาของ กวพ.  (หนังสือด่วนที่สุด ที่ กค (กวพ) 0408.4/4752 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549)

           1.  ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 22 วรรคสอง กำหนดว่า  การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่า ที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด หรือเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนไป จะกระทำมิได้

           2.  หลักการแบ่งซื้อแบ่งจ้างอันจะเป็นผลทำให้การดำเนินการจัดซื้อหรือจัดจ้างไม่ชอบด้วยระเบียบฯ จะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

                (1) มีการแบ่งวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวออกเป็นส่วนๆ โดยไม่มีเหตุผลความจำเป็น และการแบ่งวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างออกเป็นส่วนๆ ดังกล่าวมีผลให้วิธีการซื้อหรือจ้างเปลี่ยนแปลงไป เช่น แบ่งวงเงินซื้อหรือจ้างที่จะต้องดำเนินการโดยวิธีประกวดราคา แล้วไปดำเนินการโดยวิธีสอบราคา เป็นต้น หรือ

                (2) มีการแบ่งวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกันออกเป็นส่วนๆ โดยไม่มีเหตุผลความจำเป็น แม้วิธีการซื้อหรือจ้างจะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามวงเงินที่แบ่งออกเป็นส่วนๆ แต่การแบ่งวงเงินออกเป็นส่วนๆ ดังกล่าว มีผลทำให้อำนาจในการสั่งซื้อหรือสั่งจ้างเปลี่ยนแปลงไป  ทั้งนี้ การแบ่งวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวออกเป็นส่วนๆ ซึ่งมีผลให้วิธีการซื้อหรือจ้างเปลี่ยนแปลงไป หรือมีผลทำให้อำนาจในการสั่งซื้อหรือสั่งจ้างเปลี่ยนแปลงไปนี้ จะต้องพิจารณาในขณะที่เริ่มดำเนินการจัดซื้อหรือจ้างมิใช่พิจารณาจากผลของการดำเนินการ

                (3) คำว่า “ในครั้งเดียวกัน” ตามนัยระเบียบฯ ข้อ 22 วรรคสอง มุ่งหมายถึง การจัดหาวัสดุที่สมควรจะจัดซื้อหรือจ้างในครั้งเดียว ดังนั้น กรณีการได้รับอนุมัติจัดสรรเงินงบประมาณในครั้งเดียวกัน หากไม่มีเหตุผลประการใดที่ทำให้ส่วนราชการไม่สามารถดำเนินการในครั้งเดียวกันได้แล้ว ส่วนราชการจะต้องจัดซื้อจัดจ้างในครั้งเดียวกัน  หากส่วนราชการได้แยกการดำเนินการจนมีผลทำให้วิธีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่ต่ำลงแล้ว กรณีจะเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยระเบียบฯ กรณีเช่นนี้ระเบียบฯ มิให้ลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งนั้น เพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด หรือเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนไป

           3.  เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากรายการที่จังหวัด น. ส่งมาประกอบกับรายงานของสำนักงานจังหวัด น. ปรากฏรายละเอียดในการจัดซื้อ ดังนี้

                หน่วยงาน ต. ได้รับอนุมัติงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.25XX (งบ 40,000 ล้านบาท) โครงการปรับปรุง ทรบ. พร้อมอาคารประกอบ เป็นเงิน 11,733,000.- บาท หน่วยงาน ต. ได้ส่งเอกสารการเบิกจ่ายการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างใช้ในโครงการดังกล่าวข้างต้นตามรายการดังต่อไปนี้

           4.  เมื่อพิจารณาจากหลักเกณฑ์การและแนวทางการพิจารณาของ กวพ. ตามข้อ 2 เห็นว่าหน่วยงาน ต. ได้จัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้าง งานก่อสร้างปรับปรุงท่อระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบ โดยได้งบประมาณ 11,733,000.- บาท ได้ดำเนินการจัดซื้อพัสดุตามแผนงานดังกล่าวจำนวน 9 รายการ เป็นเงิน 4,449,635.77 บาท โดยแบ่งแยกรายการซื้อจำนวน 9 รายการ จากงบประมาณที่ได้รับมาครั้งเดียวกันเป็นการแบ่งซื้อเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด จึงเป็นการจัดซื้อที่ไม่ชอบด้วยระเบียบฯ ข้อ 22 วรรคสอง

           5.  สำหรับปัญหาที่ว่า จังหวัดฯ สามารถจ่ายเงินตามรายการที่จังหวัดจัดซื้อดังกล่าวได้หรือไม่ นั้น  เนื่องจากระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง พ.ศ.2520 กำหนดดังนี้

                “ข้อ 49 การอนุมัติฎีกา

                (1)  กรณีเบิกเงินกับกรมบัญชีกลาง ให้อธิบดีกรมบัญชีกลาง หรือผู้ที่อธิบดีกรมบัญชีกลางมอบหมายซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับ 4 ขึ้นไป เป็นผู้อนุมัติ

                (2)  กรณีเบิกเงินกับสำนักงานคลังจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือคลังจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นผู้อนุมัติ...

                ข้อ 51 สำหรับฎีกาเบิกเงินค่าซื้อทรัพย์สิน หรือจ้างทำของ ถ้าผู้ตรวจฎีการายงานว่า การเบิกเงินนั้นไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ แต่ผู้อนุมัติฎีกาเห็นว่า ส่วนราชการผู้เบิกมีข้อผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ และมีเงินประจำงวดเหลือพอที่จะเบิกจ่ายได้ และมีรายการถูกต้อง ก็ให้อนุมัติฎีกาได้ แต่ให้รายงานข้อบกพร่องนั้นต่อกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาและแจ้งให้กระทรวงเจ้าสังกัดของส่วนราชการผู้เบิกเงินนั้นทราบ เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป”

                ดังนั้น ข้อหารือที่ว่าจังหวัด น. สามารถจ่ายเงินตามรายการที่จัดซื้อดังกล่าวได้หรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาจากระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง พ.ศ.2520 ข้อ 51 แล้ว เห็นว่า การเบิกค่าซื้อทรัพย์สิน หรือค่าจ้างทำของ ถ้าผู้ตรวจฎีการายงานว่า  การเบิกเงินนั้นไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ แต่ผู้อนุมัติฎีกาเห็นว่า มีข้อผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายให้แก่เจ้าหนี้และมีเงินประจำงวดเหลือพอที่จะเบิกจ่ายได้ และมีรายการถูกต้องก็ให้อนุมัติฎีกาได้ สำหรับกรณีนี้ แม้เป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบพัสดุ แต่หากผู้ขายส่งมอบของ/งานถูกต้องครบถ้วนตามข้อตกลงหรือสัญญา ก็ย่อมอยู่ในดุลพินิจของจังหวัดที่จะจ่ายเงินให้ โดยปฏิบัติตามข้อ 51 แห่งระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง พ.ศ.2520 ดังกล่าว

           สรุป

           1.  การจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าวที่ไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ คือ แบ่งซื้อแบ่งจ้าง

           2.  เมื่อได้ตรวจรับสิ่งของไว้ถูกต้องสมประโยชน์ของทางราชการแล้ว ก็ย่อมอยู่ในดุลพินิจของจังหวัดที่จะจ่ายเงินให้โดยปฏิบัติตามข้อ 51 แห่งระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง พ.ศ.2520

 

วิธีการจัดหาพัสดุ

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล

เกร็ดความรู้ - เกร็ดความรู้ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง

เขียนโดย Administrator วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน 2016 เวลา 21:32 น.

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  กำหนดวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง ออกเป็น ดังนี้

           1.  การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีตกลงราคา

                ได้แก่ การซื้อหรือจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท

           2.  การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีสอบราคา

                ได้แก่  การซื้อหรือจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน  ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท

           3.  การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีประกวดราคา

                ได้แก่  การซื้อหรือจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท

           4.  การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีพิเศษ

                การซื้อโดยวิธีพิเศษ  ได้แก่  การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 100,000  บาท ให้กระทำได้เฉพาะกรณีหนึ่งกรณีใด  ดังต่อไปนี้

                (1)  เป็นพัสดุที่จะขายทอดตลาด  โดยส่วนราชการ  หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น  หน่วยงานอื่นซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหาร
ส่วนท้องถิ่น  รัฐวิสาหกิจ  องค์การระหว่างประเทศ  หรือหน่วยงานของต่างประเทศ

                (2)  เป็นพัสดุที่ต้องซื้อเร่งด่วน  หากล่าช้าอาจจะเสียหายแก่ราชการ

                (3)  เป็นพัสดุเพื่อใช้ในราชการลับ

                (4)  เป็นพัสดุที่มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นในสถานการณ์ที่จำเป็น หรือเร่งด่วน หรือ
เพื่อประโยชน์ของส่วนราชการ  และจำเป็นต้องซื้อเพิ่ม (Repeat Order)

                (5)  เป็นพัสดุที่จำเป็นต้องซื้อโดยตรงจากต่างประเทศหรือดำเนินการโดยผ่านองค์การระหว่างประเทศ

                (6)  เป็นพัสดุที่โดยลักษณะของการใช้งาน หรือมีข้อจำกัดทางเทคนิคที่จำเป็นต้อง
ระบุยี่ห้อเป็นการเฉพาะ  ซึ่งหมายความรวมถึง  อะไหล่  รถประจำตำแหน่ง  หรือยารักษาโรคที่ไม่ต้องจัดซื้อตามชื่อสามัญในบัญชียาหลักแห่งชาติ  ตามข้อ  60 

                (7)  เป็นพัสดุที่เป็นที่ดินและหรือสิ่งก่อสร้างซึ่งจำเป็นต้องซื้อเฉพาะแห่ง

                (8)  เป็นพัสดุที่ได้ดำเนินการซื้อโดยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลดี

                การจ้างโดยวิธีพิเศษ  ได้แก่  การจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท ให้กระทำได้เฉพาะกรณีหนึ่งกรณีใด  ดังต่อไปนี้

                (1)  เป็นงานที่ต้องจ้างช่างผู้มีฝีมือโดยเฉพาะ  หรือผู้มีความชำนาญเป็นพิเศษ

                (2)  เป็นงานจ้างซ่อมพัสดุที่จำเป็นต้องถอดตรวจ  ให้ทราบความชำรุดเสียหายเสียก่อนจึงจะประมาณค่าซ่อมได้  เช่น  งานจ้างซ่อมเครื่องจักร  เครื่องมือกล  เครื่องยนต์  เครื่องไฟฟ้า หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์  เป็นต้น

                (3)  เป็นงานที่ต้องกระทำโดยเร่งด่วน  หากล่าช้าอาจจะเสียหายแก่ราชการ

                (4)  เป็นงานที่ต้องปกปิดเป็นความลับของทางราชการ

                (5)  เป็นงานที่จำเป็นต้องการจ้างเพิ่มในสถานการณ์ที่จำเป็น  หรือเร่งด่วน  หรือเพื่อประโยชน์ของส่วนราชการ  และจำเป็นต้องจ้างเพิ่ม (Repeat Order)

                (6)  เป็นงานที่ได้ดำเนินการจ้างโดยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลดี

           5.  การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีกรณีพิเศษ

                ได้แก่  การซื้อหรือการจ้างจากส่วนราชการ  หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น  หน่วยงานอื่นซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น  หรือรัฐวิสาหกิจ  ในกรณีดังต่อไปนี้

                (1)  เป็นผู้ผลิตพัสดุหรือทำงานจ้างนั้นเอง  และนายกรัฐมนตรีอนุมัติให้ซื้อหรือจ้าง

                (2)   มีกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ซื้อหรือจ้าง  และกรณีนี้ให้รวมถึงหน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีกำหนดด้วย

           6.  การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด 

                ปัจจุบันการซื้อหรือจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาตั้งแต่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2549

           7.  การจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีตกลง

                ให้กระทำได้ในกรณีใดกรณีหนึ่ง  ดังต่อไปนี้

                (1)  เป็นการจ้างที่มีค่างานจ้างไม่เกิน 100,000 บาท

                (2)  เป็นการจ้างเพื่อทำงานต่อเนื่องจากงานที่ได้ทำอยู่แล้ว

                (3)  เป็นการจ้างในกรณีที่ทราบแน่ชัดว่าผู้เชี่ยวชาญในงานที่จะให้บริการตามที่ต้องการมีจำนวนจำกัด  ไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการด้วยวิธีคัดเลือก  และเป็นการจ้างที่มีค่างานจ้างไม่เกิน 2,000,000 บาท

                (4)  เป็นการจ้างส่วนราชการ  รัฐวิสาหกิจ  หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น  หรือหน่วยงานอื่นใดที่มีกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีให้การสนับสนุน  ให้ดำเนินการจ้างได้โดยตรง

           8.  การจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก

                ได้แก่ การจ้างที่ปรึกษาโดยการคัดเลือกที่ปรึกษาที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะทำงานนั้นให้เหลือน้อยราย  และเชิญชวนที่ปรึกษาที่ได้รับการคัดเลือกให้เหลือน้อยรายดังกล่าวยื่นข้อเสนอเข้ารับงานนั้นๆ  เพื่อพิจารณาคัดเลือกรายที่ดีที่สุด

           9.  การจ้างออกแบบและควบคุมงาน โดยวิธีตกลง

                ได้แก่ การจ้างออกแบบและควบคุมงานที่ผู้ว่าจ้างเลือกจ้างผู้ให้บริการรายหนึ่งรายใด  ซึ่งเคยทราบหรือเคยเห็นความสามารถแล้ว และเป็นผู้ให้บริการที่มีหลักฐานดีตามที่คณะกรรมการดำเนินการจ้างโดยวิธีตกลงได้พิจารณาเสนอแนะ ทั้งนี้ ให้ใช้กับการก่อสร้างที่มีวงเงินงบประมาณค่าก่อสร้างตามโครงการหนึ่งๆ ไม่เกิน 2,000,000 บาท

           10. การจ้างออกแบบและควบคุมงาน โดยวิธีคัดเลือก

                ได้แก่ การจ้างออกแบบและควบคุมงาน  โดยผู้ว่าจ้างประกาศเชิญชวนการว่าจ้าง  และคณะกรรมการดำเนินการจ้างจะพิจารณาคัดเลือกผู้ให้บริการที่มีข้อกำหนดเหมาะสมที่สุด  เพื่อดำเนินการว่าจ้างต่อไป ทั้งนี้ ให้ใช้กับการก่อสร้างอาคารที่มีวงเงินงบประมาณค่าก่อสร้างตามโครงการหนึ่งๆ เกิน  2,000,000  บาท  แต่ไม่เกิน  5,000,000  บาท

           11. การจ้างออกแบบและควบคุมงาน โดยวิธีคัดเลือกแบบจำกัดข้อกำหนด

                ได้แก่  การว่าจ้างออกแบบและควบคุมงานที่ผู้ว่าจ้างประกาศเชิญชวนการว่าจ้าง  และคณะกรรมการดำเนินการจ้างโดยวิธีคัดเลือกแบบจำกัดข้อกำหนด  พิจารณาคัดเลือกผู้ให้บริการที่เป็นนิติบุคคล  โดยคำนึงถึงฐานะทางนิติบุคคล  คุณวุฒิและประวัติการทำงาน  จำนวนสถาปนิกและหรือวิศวกรที่ประจำและไม่ประจำ  หลักฐานแสดงผลงานที่ได้เคยปฏิบัติมาแล้ว  ตลอดจนแนวความคิดในการออกแบบ  เพื่อดำเนินการจ้างต่อไป ทั้งนี้ ให้ใช้กับการก่อสร้างอาคารที่มีวงเงินงบประมาณค่าก่อสร้างตามโครงการหนึ่งๆ  เกิน  5,000,000  บาท

           12. การจ้างออกแบบและควบคุมงาน โดยวิธีพิเศษ

                การจ้างโดยวิธีพิเศษ มี  2  ลักษณะดังนี้

                (1)  วิธีเลือกจ้าง  ได้แก่  การจ้างออกแบบและควบคุมงานในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและความมั่นคงของชาติ  หากจะดำเนินการว่าจ้างตามวิธีอื่นดังกล่าวมาแล้ว จะทำให้เกิดการล่าช้า  เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและความมั่นคงของประเทศชาติ  ให้ปลัดกระทรวงมีอำนาจ
ตกลงจ้างผู้ให้บริการรายหนึ่งรายใดตามที่พิจารณาเห็นสมควร

                (2)  การว่าจ้างโดยการประกวดแบบ  ได้แก่  การว่าจ้างออกแบบอาคารที่มีลักษณะพิเศษ  เป็นที่เชิดชูคุณค่าทางด้านศิลปกรรมหรือสถาปัตยกรรมของชาติ  เช่น  อนุสาวรีย์  รัฐสภา  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  โรงละคอนแห่งชาติ  หรืองานออกแบบอาคารที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่  เช่น  สนามกีฬาแห่งชาติ  สนามบิน  ให้ผู้ว่าจ้างเสนอรายละเอียดเรื่องการจ้างออกแบบโดยวิธีประกวดแบบ
ต่อ กวพ.

           ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558  เรื่อง  แนวทางปฏิบัติในการจัดหาพัสดุด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Market : e-market) และด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bidding : e-bidding) กำหนดวิธีการจัดหาพัสดุ ออกเป็น 2 วิธี คือ

           1.  วิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Market : e - market) ได้แก่ การจัดหาพัสดุตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ด้วยวิธีการซื้อหรือการจ้างที่มีรายละเอียดคุณลักษณะที่ไม่ซับซ้อน เป็นสินค้าหรือบริการทั่วไป มีมาตรฐาน ซึ่งกำหนดให้ส่วนราชการจัดซื้อสินค้าหรืองานจ้างที่กำหนดไว้ในระบบ e-catalog โดยให้ผู้ขาย ผู้ให้บริการหรือผู้รับจ้าง เสนอราคาผ่านทางระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement : e - GP) ของกรมบัญชีกลาง

          2.       วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bidding : e - bidding) ได้แก่ การจัดหาพัสดุตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ด้วยวิธีการซื้อหรือการจ้างที่มีรายละเอียดคุณลักษณะที่มีความซับซ้อน มีเทคนิคเฉพาะ หรือเป็นสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้กำหนดไว้ในระบบ e-catalog โดยให้ผู้ขาย ผู้ให้บริการ หรือผู้รับจ้าง เข้ายื่นประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านทางระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement : e - GP) ของกรมบัญชีกลาง

 

การทราบยอดเงิน

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล

เกร็ดความรู้ - เกร็ดความรู้ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง

เขียนโดย Administrator วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน 2016 เวลา 21:30 น.

           ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 13 กำหนดว่า หลังจากได้ทราบยอดเงินที่จะนำมาใช้ในการจัดหาแล้ว ให้ส่วนราชการรีบดำเนินการให้เป็นไปตามแผน  และตามขั้นตอนของระเบียบนี้  ในส่วนที่  2 ส่วนที่  3 หรือส่วนที่ 4 แล้วแต่กรณี  เพื่อให้พร้อมที่จะทำสัญญาได้ทันทีเมื่อได้รับอนุมัติทางการเงินแล้ว  การจัดหาโดยวิธีสอบราคา  และวิธีประกวดราคา  ให้ส่วนราชการวางแผนในการจัดหา  และดำเนินการให้เป็นไปตามแผนด้วย

           การทราบยอดเงินตามระเบียบ ข้อ 13 คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) มีหนังสือซ้อมความเข้าใจตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ กค (กวพ) 0421.3/ว 5 ลงวันที่ 8 มกราคม 2557 ไว้ดังนี้

           1. กรณีการทราบยอดเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี หมายความถึง การทราบยอดเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมของส่วนราชการที่ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากรัฐสภาแล้ว

           2. กรณีการทราบยอดเงินงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น หมายความถึง การทราบยอดเงินงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่ส่วนราชการได้รับการอนุมัติแล้ว

           3. กรณีการทราบยอดเงินงบประมาณเบิกแทนกัน หมายความถึง เมื่อส่วนราชการเจ้าของเงินงบประมาณได้รับอนุมัติเงินประจำงวดจากสำนักงบประมาณแล้ว และส่วนราชการผู้เบิกแทนได้ยื่นแบบใบแจ้งการเบิกเงินงบประมาณแทนกันต่อกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี และกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัดได้ตรวจสอบรายการถูกต้องและมีเงินประจำงวดเพียงพอแล้ว

           4. กรณีการทราบยอดเงินงบประมาณที่ต้องดำเนินการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หมายความถึง หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ได้รับมอบอำนาจจากหัวหน้าส่วนราชการได้อนุมัติให้โอนและหรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายแล้ว หรือสำนักงบประมาณได้อนุมัติแล้ว

   

การจัดทำแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล

เกร็ดความรู้ - เกร็ดความรู้ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง

เขียนโดย Administrator วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน 2016 เวลา 21:29 น.

การจัดทำแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง

           ตามประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เรื่อง การจัดทำแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. ๒๕๔๖  กำหนดให้ผู้รับตรวจเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการดังนี้

           1. ในการจัดทำแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างตามแบบรายงานแผนปิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง โดยจัดทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 ตุลาคม ของทุกปี และส่งสำเนาให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคแล้วแต่กรณี จำนวน 1 ชุด อย่างช้าภายในวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี

               เว้นแต่การจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้เงินกู้ให้จัดทำแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างให้แล้วเสร็จและส่งสำเนาให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคแล้วแต่กรณี จำนวน 1 ชุด ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติเงินกู้ 

               ในกรณีที่มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมหรือตัดทอนรายละเอียด หรือระยะเวลาในแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างที่ได้จัดทำตามวรรคแรก ให้ผู้รับตรวจจัดส่งสำเนาแก่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคแล้วแต่กรณี จำนวน 1 ชุด ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่อนุมัติให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมหรือตัดทอน ดังกล่าว 

           2. ให้ผู้รับตรวจจัดให้มีการตรวจสอบติดตามผลการปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วรายงานผลการตรวจสอบตามแบบรายงานผลการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคแล้วแต่กรณี ทราบเป็นประจำทุกไตรมาส ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำการสุดท้ายของไตรมาส

           3. หน่วยรับตรวจที่ต้องจัดทำแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง ตามประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน  เรื่อง การจัดทำแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2546  ประกอบด้วย

                   (1)   กรม และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรม ซึงสังกัดหรือไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือ ทบวง

                   (2)   ส่วนราชการประจำจังหวัดและส่วนราชการตาม (1) ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในภูมิภาค

                   (3)   กรุงเทพมหานคร

                   (4)   องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และเมืองพัทยา

                   (5)   รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือตามกฎหมายอื่น

                   (6)   หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ

                   (7)   องค์การมหาชนตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน

                   (8)   หน่วยงานในกำกับของรัฐ

                   (9)   หน่วยงานอื่นของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็น
ผู้ตรวจสอบ

           4. ให้หน่วยรับตรวจที่มีการจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้เงินงบประมาณ เงินนอกงบประมาณ เงินรายได้ เงินกู้หรือเงินอุดหนุน จัดทำแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

                   (1)   หน่วยรับตรวจตามข้อ 3 (1) (3) (5) (6) (7) (8) และ (9) สำหรับครุภัณฑ์ที่มีราคาเกิน 100,000 บาท และที่ดิน สิ่งก่อสร้างที่มีราคาเกิน 2,000,000 บาท

          (2)      หน่วยรับตรวจตามข้อ 3 (2) และ (4) สำหรับครุภัณฑ์ที่มีราคาเกิน 100,000 บาท และที่ดิน สิ่งก่อสร้างที่มีราคาเกิน 1,000,000 บาท

 

หลักการการแต่งตั้งคณะกรรมการ

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล

เกร็ดความรู้ - เกร็ดความรู้ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง

เขียนโดย Administrator วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน 2016 เวลา 21:26 น.

หลักการการแต่งตั้งคณะกรรมการ

           โดยหลักการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติมในการซื้อหรือจ้างแต่ละครั้ง การแต่งตั้งคณะกรรมการ ตามระเบียบฯ ข้อ ๓๕ หัวหน้าส่วนราชการอาจมีอำนาจแต่งตั้งกรรมการได้ ๓ ประเภท ตามนัยหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร ๐๒๐๔/ว ๑๗๐ ลงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๔ เรื่อง การพ้นจากการเป็นกรรมการที่แต่งตั้งโดยระบุชื่อบุคคลและตำแหน่งหรือส่วนราชการ กล่าวคือ การแต่งตั้งกรรมการโดยระบุชื่อตัวบุคคลและแต่งตั้งกรรมการโดยระบุชื่อตัวบุคคลและระบุตำแหน่ง สรุปได้ว่า

           1. กรรมการโดยระบุชื่อตำแหน่ง เป็นการแต่งตั้งกรรมการที่ต้องการความรับผิดชอบตามตำแหน่งที่ระบุไว้ ให้แต่งตั้งโดยระบุเพียงชื่อตำแหน่ง ไม่ต้องระบุชื่อตัวบุคคล ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวต้องมีเพียงตำแหน่งเดียว เช่น ตำแหน่งผู้อำนวยการกอง ในกรณีนี้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นๆ อาจมอบหมายให้ผู้อื่นมาทำหน้าที่แทนได้ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยการมอบอำนาจให้รักษาราชการแทน หรือปฏิบัติราชการแทน ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน ในกรณีที่บุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งดังกล่าว บุคคลนั้นย่อมสิ้นสภาพการเป็นกรรมการไปด้วย และบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าวก็จะเป็นกรรมการโดยอัตโนมัติ

           2. กรรมการโดยระบุชื่อตัวบุคคล เป็นการแต่งตั้งกรรมการที่ต้องการความรู้ ความเชี่ยวชาญประสบการณ์หรือความเหมาะสม อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของบุคคล ให้แต่งตั้งโดยระบุชื่อตัวบุคคลไม่ต้องระบุตำแหน่งหรือส่วนราชการต้นสังกัด ซึ่งในกรณีนี้ จะมอบหมายให้ผู้ใดมาทำหน้าที่แทนไม่ได้ กรรมการโดยระบุชื่อตัวบุคคลถึงแม้จะมีคำสั่งให้ย้ายไปรับราชการในส่วนราชการแห่งใหม่ ก็ยังคงมีหน้าที่ความรับผิดชอบอยู่เช่นเดิม โดยจะพ้นสภาพการเป็นกรรมการก็ต่อเมื่อหัวหน้าส่วนราชการมีคำสั่งยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงการเป็นกรรมการ

           3. กรรมการโดยระบุชื่อตัวบุคคลและระบุตำแหน่ง เป็นการแต่งตั้งกรรมการที่ต้องการคุณสมบัติเฉพาะของบุคคลและอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งหน้าที่ที่บุคคลดังกล่าวดำรงตำแหน่งอยู่ หรืออำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่บุคคลดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่อยู่ ให้แต่งตั้งโดยระบุชื่อตัวบุคคลและระบุตำแหน่งของบุคคลนั้น หรือระบุหน่วยงานที่บุคคลนั้นปฏิบัติหน้าที่อยู่ ซึ่งจะแต่งตั้งบุคคลอื่นให้มาประชุมแทนไม่ได้และในกรณีที่บุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งดังกล่าว ให้เป็นที่เข้าใจว่าต้องพ้นจากความเป็นกรรมการด้วย หรืออาจจะระบุการพ้นจากตำแหน่งไว้ด้วยก็ได้ ถ้าไม่ประสงค์เช่นนั้น ก็ไม่ควรออกคำสั่งในลักษณะนี้มาแต่แรก

   

หน้า 1 จาก 5