เกร็ดความรู้ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง
หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.๒๕๕๘ และแนวทางปฏิบัติสำหรับรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ตามมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณฯ พ.ศ.๒๕๕๘ และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันจันทร์ที่ 09 มีนาคม 2015 เวลา 14:17 น.

ที่ นร ๐๗๐๔/๔๘ ลว. ๖ มี.ค. ๕๘ เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.๒๕๕๘ และแนวทางปฏิบัติสำหรับรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ตามมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณฯ พ.ศ.๒๕๕๘ และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ

 
แนวทางปฏิบัติในการนำพันธบัตรรัฐบาลไทยวางเป็นหลักประกัน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2015 เวลา 22:55 น.

 

                                                                                   ธนาคารแห่งประเทศไทย

                                                             26 ธันวาคม 2551

เรียน อธิบดีกรมบัญชีกลาง

ที่ ฝฝต.(11) 6188/2551 เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการนำพันธบัตรรัฐบาลไทยวางเป็นหลักประกัน

         

              ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ กค 0421.3/33063 เรื่อง ขอหารือเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติในการนำพันธบัตรรัฐบาลไทยมาเป็นหลักประกัน ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ขอหารือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรณีมีส่วนราชการขอหารือคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) เกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการนำพันธบัตรรัฐบาลมาเป็นหลักประกันซอง หลักประกันสัญญา และหลักประกันการรับเงินค่าจ้างล่วงหน้า ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

              ธปท. ขอเรียนแนวทางปฏิบัติในการนำพันธบัตรรัฐบาลมาเป็นหลักประกันตามที่กรมบัญชีกลางขอหารือในกรณีต่างๆ ดังต่อไปนี้

              1.    กรณีพันธบัตรเป็นของบุคคลธรรมดา (มีชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ฯลฯ เป็นผู้ทรงพันธบัตร) ได้ยินยอมมอบพันธบัตรของตนเองพร้อมมีหนังสือยินยอมให้นำพันธบัตรค้ำประกันกับส่วนราชการแทนนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับส่วนราชการเพื่อเป็นหลักประกันสัญญาสามารถกระทำได้ แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ/หรือเงื่อนไขของส่วนราชการแต่ละแห่งด้วย เนื่องจากส่วนราชการบางแห่งต้องการรับพันธบัตรที่เป็นของคู่สัญญาที่เป็นผู้ทรงพันธบัตรเท่านั้น ธปท. จะจดทะเบียนหลักประกัน หรือบันทึกการวางประกันเมื่อส่วนราชการและคู่สัญญาไปดำเนินการจดทะเบียนที่ ธปท. หรือมีหนังสือแจ้งให้ ธปท.ทราบ แล้วแต่กรณี

              2.    ในกรณีที่มีการผิดสัญญา หรือคู่สัญญาปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือข้อตกลง ส่วนราชการสามารถบังคับเอากับผู้วางประกันได้ตามลักษณะของการประกันสัญญากับส่วนราชการ ซึ่งตามหนังสือกระทรวงการคลังว่าด้วยเรื่องการใช้พันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประกัน ตามหนังสือ ที่ กค 0502/38308 ลงวันที่ 27 กันยายน 2525 และที่ กค 0507/48405 ลงวันที่ 27 กันยายน 2526 (เอกสารแนบ) กำหนดแนวทางปฏิบัติไว้ 2 วิธี กล่าวคือ

                     วิธีที่ 1 การจดทะเบียนการใช้พันธบัตรเป็นหลักประกัน ในทางปฏิบัติเลือกดำเนินการได้ 2 กรณี คือ

                     กรณีการจดทะเบียนจำนำสิทธิในพันธบัตร ผู้ทรงพันธบัตรและส่วนราชการผู้รับหลักประกันต้องนำพันธบัตรไปจดทะเบียนจำนำสิทธิในพันธบัตรที่ ธปท. เมื่อมีการผิดสัญญา ส่วนราชการผู้รับหลักประกันต้องบังคับจำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

                     กรณีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรเพื่อเป็นหลักประกัน ผู้ทรงพันธบัตรและส่วนราชการผู้รับหลักประกันต้องนำพันธบัตรไปจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรให้แก่ส่วนราชการผู้รับหลักประกันที่ ธปท. เมื่อมีการผิดสัญญา ส่วนราชการสามารถนำพันธบัตรที่วางประกันไปขายเพื่อนำเงินมาชดใช้ความเสียหายได้

                     วิธีที่ 2 ส่วนราชการผู้รับหลักประกันมีหนังสือแจ้ง ธปท. เมื่อผู้ทรงพันธบัตรนำพันธบัตรมอบให้ส่วนราชการไว้เพื่อเป็นหลักประกัน ส่วนราชการผู้รับหลักประกันต้องมีหนังสือแจ้ง ธปท. ตามแบบที่กำหนด เพื่อขอให้ระงับการจำหน่าย จ่าย โอนพันธบัตร โดย ธปท. จะลงทะเบียนบันทึกการรับเป็นหลักประกันไว้แล้วมีหนังสือตอบรับถึงส่วนราชการที่แจ้งให้ทราบ เมื่อมีการผิดสัญญา กรรมสิทธิ์ในพันธบัตรยังไม่ตกเป็นของส่วนราชการผู้รับหลักประกัน จะต้องดำเนินการฟ้องศาลให้บังคับตามสัญญาประกันก่อน

              3.    นิติบุคคลสามารถเป็นเจ้าของพันธบัตรรัฐบาลได้ ยกเว้นพันธบัตรออมทรัพย์ช่วยชาติ ปี พ.ศ.2545 ที่มิให้นิติบุคคลประเภทบริษัท ห้างร้าน ธุรกิจ นิติบุคคลที่แสวงหากำหนดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

              จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และหากยังมีข้อสงสัยประการใดโปรดสอบถามเพิ่มเติมได้ตามหมายเลขโทรศัพท์ท้ายนี้

 

ขอแสดงความนับถือ

 

(นางสร้อยสุคนธ์  นิยมวานิช)

ผู้อำนวยการ ฝ่ายเงินฝากและตราสารหนี้

ผู้ว่าการ (แทน)

 

ส่วนตราสารหนี้ ฝ่ายเงินฝากและตราสารหนี้

โทร. 0-2283-5492

 
การตรวจสอบคุณสมบัติผู้เสนอราคาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อธิวัฒน์ โยอาศรี   
วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2015 เวลา 22:51 น.

การตรวจสอบคุณสมบัติผู้เสนอราคาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 5 ให้คำนิยาม ไว้ดังนี้

          “ผู้เสนอราคาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน”  หมายความว่า  บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เข้าเสนอราคาขายในการซื้อพัสดุของทางราชการ  หรือเข้าเสนอราคาเพื่อรับจ้างทำพัสดุ  หรือเข้าเสนองานเพื่อรับจ้างเป็นที่ปรึกษา  หรือรับจ้างออกแบบและควบคุมงาน  ให้แก่ส่วนราชการใด  เป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจการของบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอื่นที่เข้าเสนอราคาหรือเข้าเสนองานให้แก่ส่วนราชการนั้นในคราวเดียวกัน

          การมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลดังกล่าวข้างต้น  ได้แก่ การที่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลดังกล่าวมีความสัมพันธ์กันในลักษณะดังต่อไปนี้

          (1)  มีความสัมพันธ์กันในเชิงบริหาร  โดยผู้จัดการ  หุ้นส่วนผู้จัดการ  กรรมการผู้จัดการ  ผู้บริหาร  หรือผู้มีอำนาจในการดำเนินงานในกิจการของบุคคลธรรมดาหรือของนิติบุคคลรายหนึ่งมีอำนาจหรือสามารถใช้อำนาจในการบริหารจัดการกิจการของบุคคลธรรมดา  หรือของนิติบุคคลอีกรายหนึ่งหรือหลายราย  ที่เสนอราคาหรือเสนองานให้แก่ส่วนราชการนั้นในคราวเดียวกัน

          (2)  มีความสัมพันธ์กันในเชิงทุน  โดยผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ  หรือผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด  หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด  เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด  หรือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดอีกรายหนึ่งหรือหลายราย  ที่เสนอราคาหรือเสนองานให้แก่ส่วนราชการนั้นในคราวเดียวกัน

          คำว่า  “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่”  ให้หมายความว่า  ผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าในกิจการนั้นหรือในอัตราอื่น ตามที่ กวพ. เห็นสมควรประกาศกำหนดสำหรับกิจการบางประเภทหรือบางขนาด

          (3)  มีความสัมพันธ์กันในลักษณะไขว้กันระหว่าง  (1)  และ  (2) โดยผู้จัดการ  หุ้นส่วนผู้จัดการ  กรรมการผู้จัดการ  ผู้บริหาร  หรือผู้มีอำนาจในการดำเนินงานในกิจการของบุคคลธรรมดาหรือของนิติบุคคลรายหนึ่ง  เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด  หรือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดอีกรายหนึ่งหรือหลายราย  ที่เข้าเสนอราคาหรือเสนองานให้แก่ส่วนราชการนั้นในคราวเดียวกัน  หรือในนัยกลับกัน 

          การดำรงตำแหน่ง  การเป็นหุ้นส่วน  หรือการเข้าถือหุ้นดังกล่าวข้างต้นของคู่สมรสหรือบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลใน  (1)  (2)  หรือ  (3)  ให้ถือว่าเป็นการดำรงตำแหน่ง  การเป็นหุ้นส่วน  หรือการถือหุ้นของบุคคลดังกล่าว

          ในกรณีบุคคลใดใช้ชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการ  หุ้นส่วนผู้จัดการ  กรรมการผู้จัดการ  ผู้บริหาร  ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นโดยที่ตนเองเป็นผู้ใช้อำนาจในการบริหารที่แท้จริง  หรือเป็นหุ้นส่วน  หรือผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของห้างหุ้นส่วน  หรือบริษัทจำกัด  หรือบริษัทมหาชนจำกัด  แล้วแต่กรณี  และห้างหุ้นส่วน  หรือบริษัทจำกัด  หรือบริษัทมหาชนจำกัดที่เกี่ยวข้องได้เข้าเสนอราคาหรือเสนองานให้แก่ส่วนราชการนั้นในคราวเดียวกัน  ให้ถือว่าผู้เสนอราคาหรือผู้เสนองานนั้นมีความสัมพันธ์กันตาม  (1)  (2)  หรือ (3)  แล้วแต่กรณี

 

ใครมีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติ

          เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติ

          1. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบด้วย

              1.1  คณะกรรมการเปิดซองสอบราคาตามข้อ 42 

              1.2  คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาตามข้อ  50 

              1.3  คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือกตามข้อ  86 

              1.4  คณะกรรมการดำเนินการจ้างโดยวิธีคัดเลือกตามข้อ  103 

              1.5  คณะกรรมการดำเนินการจ้างโดยวิธีคัดเลือกแบบจำกัดข้อกำหนดตามข้อ  106  หรือผู้ว่าจ้างในกรณีการจ้างออกแบบและควบคุมงานโดยวิธีพิเศษที่เป็นการว่าจ้างโดยการประกวดแบบตามข้อ 107  (2)

          2. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2549 ได้แก่ คณะกรรมการประกวดราคาตามโครงการ ตามข้อ 9

 

การมีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม มีวิธีการพิจารณาอย่างไร

          1. ความสัมพันธ์ในเชิงบริหาร  โดยผู้จัดการ  หุ้นส่วนผู้จัดการ  กรรมการผู้จัดการ  ผู้บริหาร  หรือผู้มีอำนาจในการดำเนินงานในกิจการของบุคคลธรรมดาหรือของนิติบุคคลรายหนึ่งมีอำนาจหรือสามารถใช้อำนาจในการบริหารจัดการกิจการของบุคคลธรรมดา  หรือของนิติบุคคลอีกรายหนึ่งหรือหลายราย  ที่เสนอราคาหรือเสนองานให้แก่ส่วนราชการนั้นในคราวเดียวกัน

              ตัวอย่าง : นาย A เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจในการบริหารของบริษัท B จำกัด และในขณะเดียวกัน นาย A เป็นผู้มีอำนาจในการบริหารบริษัท C จำกัด ด้วย กรณีเช่นนี้ถือว่า บริษัท B จำกัด และบริษัท C จำกัด มีความสัมพันธ์กันในเชิงบริหารและถือว่าเป็นผู้เสนอราคาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

 

            2.  ความสัมพันธ์กันในเชิงทุน  โดยผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ  หรือผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด  หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด  เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด  หรือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดอีกรายหนึ่งหรือหลายราย ที่เสนอราคาหรือเสนองานให้แก่ส่วนราชการนั้นในคราวเดียวกัน

              คำว่า  “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่”  หมายความว่า  ผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าในกิจการนั้นหรือในอัตราอื่น ตามที่ กวพ. เห็นสมควรประกาศกำหนดสำหรับกิจการบางประเภทหรือบางขนาด

              ตัวอย่าง : นาย A  มีหุ้นในบริษัท B จำกัด จำนวน 40% ของหุ้นทั้งหมดและมีหุ้นส่วนในบริษัท C จำนวน 27% ของหุ้นทั้งหมด กรณีเช่นนี้ถือว่า บริษัท B จำกัด และบริษัท C จำกัด มีความสัมพันธ์กันในเชิงทุนและถือว่าเป็นผู้เสนอราคาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

 

          (3)  มีความสัมพันธ์กันในลักษณะไขว้กันระหว่าง  (1)  และ  (2) โดยผู้จัดการ  หุ้นส่วนผู้จัดการ  กรรมการผู้จัดการ  ผู้บริหาร  หรือผู้มีอำนาจในการดำเนินงานในกิจการของบุคคลธรรมดาหรือของนิติบุคคลรายหนึ่ง  เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด  หรือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดอีกรายหนึ่งหรือหลายราย  ที่เข้าเสนอราคาหรือเสนองานให้แก่ส่วนราชการนั้นในคราวเดียวกัน  หรือในนัยกลับกัน

              ตัวอย่าง :

              กรณีที่ 2 นาย A จำกัด มีอำนาจในการบริหารบริษัท B จำกัด  และนาย A มีหุ้นอยู่ในบริษัท C จำกัด จำนวน 35% ของหุ้นทั้งหมด  กรณีนี้ถือว่า บริษัท B จำกัด และบริษัท C จำกัด เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์ไขว้กัน และถือว่าเป็นผู้เสนอราคาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

              กรณีที่ 2 บริษัท B จำกัด มีหุ้นอยู่ในบริษัท C จำกัด จำนวน 40% ของหุ้นทั้งหมด และนาย A เป็นผู้มีอำนาจในการบริหารบริษัท B จำกัด และบริษัท C จำกัด กรณีนี้ถือว่า บริษัท B จำกัด และบริษัท C จำกัด เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์ไขว้กัน และถือว่าเป็นผู้เสนอราคาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

 

          กรณีของบุคคลอื่น

          1. การดำรงตำแหน่ง  การเป็นหุ้นส่วน  หรือการเข้าถือหุ้นของคู่สมรสหรือบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลใน  (1)  (2)  หรือ  (3)  ให้ถือว่าเป็นการดำรงตำแหน่ง  การเป็นหุ้นส่วน  หรือการถือหุ้นของบุคคลดังกล่าว

          2. ในกรณีบุคคลใดใช้ชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการ  หุ้นส่วนผู้จัดการ  กรรมการผู้จัดการ  ผู้บริหาร  ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นโดยที่ตนเองเป็นผู้ใช้อำนาจในการบริหารที่แท้จริง  หรือเป็นหุ้นส่วน  หรือผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของห้างหุ้นส่วน  หรือบริษัทจำกัด  หรือบริษัทมหาชนจำกัด  แล้วแต่กรณี  และห้างหุ้นส่วน  หรือบริษัทจำกัด  หรือบริษัทมหาชนจำกัดที่เกี่ยวข้องได้เข้าเสนอราคาหรือเสนองานให้แก่ส่วนราชการนั้นในคราวเดียวกัน  ให้ถือว่าผู้เสนอราคาหรือผู้เสนองานนั้นมีความสัมพันธ์กันตาม  (1)  (2)  หรือ (3)  แล้วแต่กรณี

 
กรณีศึกษา คำวินิจฉัยด้านพัสดุ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2015 เวลา 16:32 น.

กรณีศึกษาที่  1

          การที่เทศบาล ส.ผู้ว่าจ้างไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้ผู้รับจ้างเพื่อก่อสร้างตามสัญญา และมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างไว้จนล่วงเลยกำหนดเวลาแล้วเสร็จของงานตามสัญญาจ้าง จึงเป็นพฤติการณ์อันผู้รับจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบหรือไม่

 

คำวินิจฉัย    

           การที่เทศบาล  ส. ผู้ว่าจ้างไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้ผู้รับจ้างเพื่อก่อสร้างโรงงาน และต่อมาได้มีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างไว้จนล่วงเลยกำหนดเวลาแล้วเสร็จของงานตามสัญญาจ้างนั้น  ถือได้ว่าความล่าช้าเป็นความผิดหรือความบกพร่องของผู้ว่าจ้าง ซึ่งเหตุดังกล่าวมีหลักฐานชัดแจ้งและผู้ว่าจ้างทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น จึงเป็นพฤติการณ์อันผู้รับจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๕ เทศบาล ส. ผู้ว่าจ้างจึงสามารถขยายเวลาทำการตามสัญญาได้  ส่วนจะขยายเวลาเท่าใดนั้น  เป็นดุลยพินิจของเทศบาล ส. ที่จะพิจารณาตามสัญญาจ้างข้อ ๑๙ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๓๕ ข้อ ๑๓๒

 

 กรณีศึกษาที่ 2

          สัญญาจ้างก่อสร้างกำหนดว่า “กรณีต้องแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงเสาเข็มและฐานราก  การแก้ไขนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ผู้รับจ้างจะถือเป็นข้ออ้างเรียกร้องเงินและเวลาเพิ่มไม่ได้”   ผู้ว่าจ้างสั่งเปลี่ยนแปลงขนาดของเสาเข็มและฐานรากให้ใหญ่ขึ้นทำให้ผู้รับจ้างต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างในส่วนของเสาเข็มและฐานรากเพิ่มขึ้น  ผู้รับจ้างยังมีสิทธิขอขยายระยะเวลาในส่วนนี้ได้หรือไม่ และมีสิทธิขอขยายระยะเวลาในกรณีที่ต้องหยุดงานเพื่อรอการอนุมัติเปลี่ยนแปลงเสาเข็มและรอผลการเจาะสำรวจดินได้หรือไม่

 

คำวินิจฉัย

           ๑. กรณีผู้รับจ้างต้องหยุดงานรอการอนุมัติการเปลี่ยนแปลงเสาเข็มที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นระยะเวลา ๕๒ วัน และกรณีผู้รับจ้างรอผลการทดสอบผลการเจาะสำรวจดิน การรับน้ำหนักเสาเข็มที่เปลี่ยนแปลงเป็นระยะเวลา ๓๔ วัน นั้น เป็นระยะเวลาที่คณะกรรมการตรวจการจ้างของผู้ว่าจ้างได้ใช้ไปในการให้ความเห็นชอบการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงเสาเข็มและฐานราก   เป็นพฤติการณ์อันหนึ่งอันใดที่ผู้รับจ้าง  ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย ทำให้ผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาแห่งสัญญานี้ได้   ผู้รับจ้างจึงมีสิทธิได้รับการขยายระยะเวลาการ  ปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างข้อ ๒๒ ได้ ส่วนการขยายระยะเวลาได้เท่าใดนั้น เป็นดุลพินิจของผู้ว่าจ้างที่จะพิจารณาตามที่เห็นสมควรและตามจำนวนวันที่มีเหตุเกิดขึ้นจริง  ตามสัญญาข้อ ๒๒ วรรคท้าย ประกอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๓๙ ข้อ ๑๓๙

           ๒. ส่วนกรณีที่ผู้รับจ้างต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างเพิ่มในส่วนฐานรากและเสาเข็มรวมระยะเวลา ๙๐ วันนั้น แม้ว่าหากการเปลี่ยนแปลงขนาดของเสาเข็มเป็นเหตุให้ผู้รับจ้างต้องเพิ่มปริมาณงานอันมีผลให้ต้องใช้เวลาในการทำงานเพิ่มเติมดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อรายการทั่วไปประกอบแบบก่อสร้างอาคารเอกสารแนบท้ายสัญญา ผนวก ๒ อันถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาตามสัญญาจ้างข้อ ๒ ได้ระบุ ไว้ชัดแจ้งในข้อ ๓.๕ แล้วว่า กรณีที่จะต้องแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงเสาเข็มและฐานราก การแก้ไขนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ผู้รับจ้างจะถือเป็นข้ออ้างเรียกร้องเงินและเวลาเพิ่มไม่ได้  ดังนั้น   ระยะเวลาในการก่อสร้างเพิ่มขึ้นในส่วนฐานรากและเสาเข็มจำนวน  ๙๐  วัน   ผู้รับจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับการขยายระยะเวลาการปฏิบัติงานตามสัญญา”

 

ที่ นร (กวพ) ๑๒๐๔/ว ๑๑๕๔๒                                สำนักนายกรัฐมนตรี

                                                                    ทำเนียบรัฐบาล กทม. ๑๐๓๐๐

                                               ๒ ธันวาคม ๒๕๓๙

เรื่อง การกำหนดรายละเอียดงานดินถม งานดินตัก และฐานรากในการจ้างก่อสร้าง

เรียน

อ้างถึง หนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร (กวพ) ๑๐๐๒/ว ๑๘ ลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๓๒

           ตามหนังสือที่อ้างถึง แจ้งว่า คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ ได้กำหนดแนวทาง ในการปฏิบัติตาม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ เพื่อป้องกันปัญหา ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงค่างานใน การก่อสร้างฐานราก โดยให้ส่วนราชการ ผู้ว่าจ้างกำหนดเงื่อนไข และรูปแบบรายการละเอียด ในการก่อสร้างให้แน่ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ เกี่ยวกับความสั้นยาว และขนาดของเสาเข็ม ที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ราคาค่างานสูงขึ้น หรือต่ำลงมาก ๆ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย นั้น

           เนื่องจากปรากฏว่า มีส่วนราชการบางแห่ง ได้กำหนดรายละเอียด ของงานฐานราก ในลักษณะเป็นทางเลือก ตามผลการทดสอบดิน ก่อนทำการก่อสร้าง แต่ไม่ได้มีการตกลงกัน ในเรื่องของราคาค่าจ้างในแต่ละลักษณะไว้ก่อนรวมทั้ง มีบางส่วนราชการได้กำหนดรายละเอียด ของงานดินถม งานดินตัก ในงวดค่างานก่อสร้างแตกต่างไป จากสภาพข้อเท็จจริงมาก ทำให้เกิดเป็นปัญหา ในการดำเนินการตามสัญญาจ้าง เมื่อมีการก่อสร้างจริง ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้ เกิดความเสียหาย แก่ทางราชการ และเพื่อความเป็นธรรม แก่ผู้ประกอบการ คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) จึงเห็นสมควรอาศัย อำนาจตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุคณะกรรมการ ว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.)จึงเห็นสมควรอาศัยอำนาจ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ข้อ ๑๒ (๕) กำหนดแนวทางปฏิบัติ ในการกำหนดรายละเอียดของงานดินถม งานดินตัก และฐานราก ในการจ้างก่อสร้างใหม่ ดังนี้

          ๑. ให้ยกเลิก แนวทางปฏิบัติตามหนังสือ สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร (กวพ) ๑๐๐๒/ว ๑๘ ลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๓๒ เรื่อง การกำหนดเงื่อนไข และแบบรูปรายการ ของงานก่อสร้าง

          ๒. ให้ส่วนราชการสำรวจ และกำหนดปริมาณงานดินถม งานดินตัก ในแบบรูปรายการละเอียดให้ใกล้เคียง กับข้อเท็จจริง และให้พยายามพิจารณา ดำเนินการสำรวจสภาพดิน ในสถานที่ก่อสร้าง เพื่อกำหนดแบบรูป และรายการละเอียด ในงานฐานรากให้แน่นอนชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ เกี่ยวกับความสั้นยาว และขนาดของเสาเข็ม ที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ราคาค่างานก่อนเริ่มดำเนินการจัดจ้าง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ

          ๓. ในกรณีที่ส่วนราชการ ไม่อาจกำหนดแบบรูป และรายการละเอียด ของงานฐานราก ให้เป็นที่แน่นอนได้ จำเป็นจะต้องให้มีทางเลือก ในการเปลี่ยนแปลงรายการฐานราก ตามสภาพของการก่อสร้างได้โดยปกติ ให้กำหนดเงื่อนไข ในลักษณะเป็นทางเลือกไว้ตั้งแต่ต้น เช่นต้องตอกเสาเข็มหรือใช้ฐานแผ่ หรือขนาดความสั้นยาวของเสาเข็ม และในชั้นการเสนอราคา ของผู้รับจ้างก่อสร้าง และการพิจารณา ของทางราชการ ให้มีการกำหนดราคาจ้าง ในส่วนต่าง ๆ ให้ชัดเจนไว้ตั้งแต่ต้น และระบุไว้เป็นส่วนหนึ่ง ของสัญญาจ้างด้วย

          ๔. กรณีนอกเหนือจากข้อ ๓ หากมีความจำเป็น จะต้องเปลี่ยนแปลง รายการฐานราก ส่วนราชการจะต้องพิจารณาดำเนินการ ในเรื่องของการแก้ไข เปลี่ยนแปลงสัญญา โดยถือปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์ของระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๑๓๖ ซึ่งคู่สัญญาจะต้องมีการ ตกลงกันในเรื่องของเนื้องาน ที่เปลี่ยนแปลงไป และราคาค่าจ้าง รวมทั้งระยะเวลาที่เปลี่ยนแปลงพร้อมกันไปด้วย

          จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และกรุณาแจ้งให้ส่วนราชการ ในสังกัดทราบ และถือปฏิบัติต่อไปด้วย

                                                                     ขอแสดงความนับถือ
                                                        (ลงชื่อ) ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ
                                                                 (นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ)
                                                   รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทน

                                                                   ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

 

 

กรณีศึกษาที่ 3

          ผู้ว่าจ้างได้ทำสัญญาจ้างกำหนดค่าปรับกรณีที่ผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาในอัตราวันละ ๑,๓๓๓,๔๐๒.๖๙ บาท ถูกต้องชอบด้วยระเบียบว่าด้วยการพัสดุฯ แล้ว ผู้รับจ้างขอให้แก้ไขสัญญาดังกล่าว โดยอ้างว่าเงื่อนไขในเอกสารประกวดราคากำหนดให้ปรับวันละ ๕๓๓,๓๖๑.๐๘ บาทได้หรือไม่

 

คำวินิจฉัย

           เมื่อเทศบาล ข. ผู้ว่าจ้าง ได้ลงนามในสัญญากับบริษัท ท. ผู้รับจ้างแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าการกำหนดค่าปรับในอัตราร้อยละ ๐.๒๕ ของราคางานจ้าง ได้กระทำโดยผิดหลงแต่อย่างใด  แสดงว่าคู่สัญญาไม่ประสงค์จะใช้กำหนดค่าปรับตามเงื่อนไขเอกสารประกวดราคาในอัตราร้อยละ ๐.๑๐ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ ถือได้ว่า การดำเนินการจ้างนี้ได้ดำเนินการตามระเบียกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ ๒๓ ในส่วนที่ว่า “จนกว่าจะดำเนินการตามระเบียบนี้ได้” การที่ผู้รับจ้างจะขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาจ้าง ข้อ ๑๗  ค่าปรับภายหลังจากที่ได้ทำสัญญากันเป็นหนังสือแล้ว จึงต้องพิจารณาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๒๙ ซึ่งเห็นว่าเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ ดังนั้น เทศบาล ข.จึงคงอัตราค่าปรับในอัตราร้อยละ ๐.๒๕ ตามสัญญาจ้างได้

 

กรณีศึกษาที่ 4

          การที่ผู้รับจ้างแสดงเจตนาโดยมีหนังสือบริจาคการปลูกหญ้า จำนวน ๑๓ ไร่ โดยไม่คิดมูลค่าหรือมีเงื่อนไขใดๆ โดยความสมัครใจและได้ปลูกหญ้าเสร็จทั้ง ๑๓ ไร่แล้ว ผู้รับจ้างจะเปลี่ยนใจเรียกร้องค่าหญ้าจากผู้ว่าจ้างได้หรือไม่

          ข้ออ้างของผู้รับจ้างที่ขอขยายระยะเวลาก่อสร้างเพราะเหตุปัญหาในพื้นที่ก่อสร้างขัดกับคำยืนยันของคณะกรรมการตรวจการจ้างที่ว่าปัญหาในพื้นที่ก่อสร้างไม่ส่งผลกระทบต่อการก่อสร้างของผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างสามารถยกเหตุตามสัญญามาขอขยายระยะเวลาก่อสร้างได้อีกหรือไม่

 

คำวินิจฉัย

           การที่ผู้รับจ้างแสดงเจตนาโดยมีหนังสือบริจาคการปลูกหญ้า จำนวน ๑๓ ไร่ โดยไม่คิดมูลค่าหรือมีเงื่อนไขใดๆ โดยความสมัครใจและได้ปลูกหญ้าเสร็จทั้ง ๑๓ ไร่แล้ว หญ้าดังกล่าวย่อมตกเป็นส่วนควบกับที่ดินที่ปลูกตามที่แสดงเจตนาไว้ ผู้รับจ้างจะเรียกร้องค่าหญ้าจากกรม ก. ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินไม่ได้

 

กรณีศึกษาที่ 5

          สัญญากำหนดให้ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายระบบสาธารณูปโภค เมื่อผู้รับจ้างก่อสร้างงานล่าช้าไม่ทันในกำหนดสาเหตุการเคลื่อนย้ายระบบสาธารณูปโภคไม่เรียบร้อย ผู้ว่าจ้างสามารถนำช่วงระยะเวลาในระหว่างการเคลื่อนย้ายไม่เรียบร้อยมาคำนวณคิดค่าปรับจากบริษัท ผู้รับจ้างได้หรือไม่

 

คำวินิจฉัย

           เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเทศบาลฯ ได้ตรวจรับงานตามสัญญาจากบริษัท จ. และได้จ่ายเงินค่าจ้างให้แก่บริษัท จ. โดยได้หักค่าจ้างเป็นค่าปรับไว้แล้ว จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณา ว่ามติของคณะกรรมการตรวจการจ้างและผู้ควบคุมงานที่ไม่ขยายเวลาก่อสร้างตามสัญญาถูกต้องหรือไม่ คงมีประเด็นที่จะพิจารณาเพียงว่า เทศบาลฯ มีสิทธิปรับบริษัท จ ตามระยะเวลาก่อสร้างที่ล่าช้าได้เพียงใด ในประเด็นดังกล่าวเห็นว่า ตามเอกสารสัญญาจ้างมิได้กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการในการเคลื่อนย้ายสาธารณูปโภค คงระบุเพียงแต่เป็นผู้รับผิดชอบค่าการเคลื่อนย้ายสาธารณูปโภคเท่านั้น จึงเป็นหน้าที่ของเทศบาลฯ ที่จะต้องรับผิดชอบในการดำเนินการดังกล่าว ดังนั้น หากข้อเท็จจริงตามรายงานของผู้ควบคุมงานของเทศบาลฯ ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ฟังได้ว่าบริษัท (ผู้รับจ้าง) ก่อสร้างงานแล้วเสร็จล่าช้าไมทันภายในกำหนดตามสัญญาเนื่องจากไม่สามารถยกคานสะพานขึ้นติดตั้งกับเสาตอม่อได้เพราะรอการเคลื่อนย้ายเสาไฟฟ้านับตั้งแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม จนถึงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันที่ สำนักงานการไฟฟ้า บ. เคลื่อนย้ายเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าแล้วเสร็จ เป็นพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งที่บริษัท จ. ไม่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๐๕ เทศบาลฯ จึงไม่อาจนำช่วงระยะเวลาดังกล่าวมาคำนวณเพื่อคิดค่าปรับจากบริษัท จ. ได้ ทั้งนี้ อยู่ในดุลยพินิจของเทศบาลฯ ที่จะพิจารณาระยะเวลาดังกล่าวตามที่เกิดขึ้นจริง

 

กรณีศึกษาที่ 6                             

          เมื่อฝนตกตามฤดูกาล เกิดน้ำท่วมในบริเวณอื่น ไม่ท่วมบริเวณที่ก่อสร้างซึ่งเป็นที่ดอน ผู้รับจ้างสามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาได้ ผู้รับจ้างสามารถยกเหตุดังกล่าวขอขยายเวลาก่อสร้างออกไปได้หรือไม่

 

คำวินิจฉัย

           ๑. กรณีที่ผู้รับจ้างจะขอต่ออายุสัญญาจ้าง โดยอ้างเหตุที่ทำให้งานล่าช้าว่า เนื่องจากในช่วงระยะเวลาตามสัญญาจ้างดังกล่าวมีฝนตกชุกเป็นเวลานาน หากจะดำเนินการในช่วงเวลานั้น อาจจะทำให้ผลงานที่ออกมาไม่สมบูรณ์และอาจเกิดอุบัติเหตุกับคนงานของผู้รับจ้างได้ นั้น จะต้องพิจารณาว่า เหตุที่อ้างนั้น เป็นเหตุสุดวิสัย ตามข้อ ๑๓๒ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยตามข้อเท็จจริงหรือไม่

           ๒. เรื่องเหตุสุดวิสัย นั้น ป.พ.พ. มาตรา ๘ ได้บัญญัติไว้ว่า “หมายความว่าเหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี ไม่มีใครอาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุขึ้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควร อันพึงคาดหมายได้จากบุคคลนั้นในฐานะเช่นนี้”

           หลักในเรื่องขอต่ออายุสัญญาโดยอ้างเหตุน้ำท่วมในกรณีที่ผู้รับจ้างขอต่ออายุสัญญาโดยอ้างว่าฝนแล้งทำให้ขาดแคลนน้ำไม่สามารถหาน้ำมาใช้ในการก่อสร้างได้ก็ดี หรือฝนตกหนักน้ำท่วมทำให้ไม่สามารถขนวัสดุเข้าไปทำการก่อสร้างได้ก็ดี ทั้งสองกรณีเป็นเหตุการณ์ธรรมชาติ แต่จะถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยตามนัยมาตรา ๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้หรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง กล่าวคือ หากได้ความว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาการทำงานตามสัญญาเป็นประจำทุกปีแล้ว ย่อมไม่อาจนับได้ว่าเหตุนี้เป็นเหตุสุดวิสัยเพราะก่อนทำสัญญาผู้รับจ้างจะต้องรู้และใช้ความระมัดระวังและป้องกันได้โดยตรง ต่อรองระยะเวลาทำงานให้เท่าที่สามารถจะปฏิบัติให้เสร็จภายในกำหนดแต่ในทางตรงข้าม หากเหตุการณ์ดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นเป็นประจำและมิอาจพึงคาดหมายได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ทั้งเมื่อเกิดขึ้นแล้วเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของผู้รับจ้างด้วย กรณีย่อมถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย

           ดังนั้น เมื่อปรากฏตามข้อเท็จจริงว่า ผู้รับจ้างต้องเริ่มงานในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๓ และแล้วเสร็จวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๓ และมีฝนตกหนัก เฉพาะในวันที่ ๒๒ – ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๓ ที่เกิดน้ำท่วมถนนและตลาดสด และการมีน้ำป่าไหลเข้าเขตเทศบาล ในวันที่ ๒๒ – ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๓ แต่ไม่ท่วมเขตก่อสร้างเพราะเป็นที่ดอนก็เป็นระยะเวลาภายหลังการขอต่ออายุสัญญา (๑ กันยายน ๒๕๔๓) และก็เลยกำหนดแล้วเสร็จของงานแล้ว กอปรกับเมื่อพิจารณาดูตารางเปรียบเทียบปริมาณน้ำฝนแล้ว จะเห็นได้แล้ว เฉพาะเดือนธันวาคม ๒๕๔๓ เท่านั้น ที่มีปริมาณน้ำฝนมากและมีเพียง ๔ วัน ที่เกิดน้ำท่วมถนนและตลาดสด แม้จะรับฟังได้ว่าเหตุฝนตกหนักในเดือนสิงหาคม และเกิดน้ำท่วม ๔ วัน นั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เท่านั้นโดยมิได้เกิดขึ้นเป็นประจำที่ผู้รับจ้างสามารถปฏิบัติงานได้ ซึ่งมีเวลาประมาณ ๖ เดือน กรณีจึงไม่พอฟังได้ว่าเหตุดังกล่าวเป็นอุปสรรคโดยตรงต่อการทำงานของผู้รับจ้างที่จะทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญา

           ด้วยเหตุผลดังกล่าว ข้ออ้างของผู้รับจ้างจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ที่จะขอต่ออายุสัญญาจ้างได้

 

 

กรณีศึกษาที่ 7                        

          ปัญหาด้านเทคนิคในการก่อสร้างซึ่งไม่อาจคาดหมายได้ เป็นพฤติการณ์ซึ่งผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๕ ที่ทำให้ผู้รับจ้างจึงมีสิทธิได้รับการขยายระยะเวลาก่อสร้างได้หรือไม่ และได้เท่าใด

 

คำวินิจฉัย

           ๑. ตามประเด็นข้อหารือที่ ปัญหาด้านเทคนิคในการก่อสร้างซึ่งไม่อาจคาดหมายได้ ย่อมเป็นพฤติการณ์ซึ่งผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๕ ผู้รับจ้างจึงมีสิทธิได้รับการขยายระยะเวลาก่อสร้างตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๓๙ (๓) และสัญญาข้อ ๒๐ ส่วนผู้รับจ้างจะมีสิทธิได้รับการขยายเป็นระยะเวลาใด เป็นประเด็นข้อเท็จจริงซึ่งกรม ส. อาจพิจารณาขยายระยะเวลาก่อสร้างให้ผู้รับจ้างได้เท่าระยะเวลาที่ผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิดชอบ และเมื่อมีการขยายเวลาให้แล้ว หากภายหลังผู้รับจ้างทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญา จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาคิดคำนวณค่าปรับไม่ได้

 

กรณีศึกษาที่ 8 

          สัญญาจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานเป็นสัญญาจ้างทำของหรือไม่

          ตามสัญญาได้กำหนดค่าจ้างไว้เป็นจำนวนที่แน่นอนโดยคำนวณจากระยะเวลาตามสัญญาก่อสร้าง ถ้ามีการขยายระยะเวลาทำงานตามสัญญาก่อสร้างออกไปเกินกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาก่อสร้างขณะที่ลงนามสัญญาจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานฯ ที่ปรึกษามีสิทธิได้รับค่าจ้างเพิ่มเติมหรือไม่อย่างไร

 

คำวินิจฉัย

          สัญญาจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานเลขที่ ค.๒/๒๕๔๑ เป็นสัญญาที่มุ่งผลสำเร็จของงานที่จ้างเข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ ตามสัญญานี้กำหนดค่าจ้างไว้เป็นจำนวนจากระยะเวลาสัญญาก่อสร้าง ดังนั้น ถ้ามีการขยายระยะเวลาทำงานตามสัญญาก่อสร้างออกไปเกินกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาก่อสร้างขณะที่ลงนามสัญญาจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานฯ ต้องถือว่าเป็นกรณีที่ผู้รับจ้างปฏิบัติงานล่วงเลยกำหนดเวลาตามสัญญาจ้างก่อสร้าง และเนื่องจากเหตุที่ในการขยายเวลาทำงานตามสัญญาก่อสร้างมิใช่ความผิดของ ผู้รับจ้างและที่ปรึกษา ที่ปรึกษาย่อมมีสิทธิได้รับค่าจ้างเพิ่มเติมตามอัตราค่าจ้างและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานฯ ข้อ ๑๓ วรรคสอง   แต่เมื่อคำนวณแล้วต้องไม่เกินจำนวนค่าจ้างเพิ่มซึ่งที่ปรึกษาเรียกร้องมาตามหนังสือของที่ปรึกษา ลงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๓

 

กรณีศึกษาที่  9

          การที่ผู้ขายส่งมอบสิ่งของล่าช้า เป็นเพราะเทศบาลฯ จะต้องดำเนินการให้กรมการปกครองทำเรื่องรับรองการนำเข้าเครื่องรับ – ส่งวิทยุสื่อสาร และต้องขออนุญาตการนำเข้าจากกรมไปรษณีย์โทรเลขให้กับผู้ขายหุ้น ผู้ขายมีสิทธิขอขยายระยะเวลาส่งมอบสิ่งของตามสัญญาซื้อขายได้หรือไม่

 

คำวินิจฉัย

           การที่เทศบาลฯ ผู้ซื้อได้แจ้งให้ บริษัท ท. จำกัด ผู้ขายไปติดต่อดำเนินการกับกรมไปรษณีย์โทรเลขเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๓ โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนและบริษัท ท. จำกัด ได้รับทราบเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๓ นั้น เห็นว่า ระยะเวลาที่ล่าช้านี้เป็นเพราะเทศบาลฯ ต้องทำเรื่องให้กรมการปกครองรับรองการนำเข้าแลแจ้งการอนุญาตและรับอนุญาตโดยกรมไปรษณีย์โทรเลข จึงถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย อันเป็นเหตุให้ผู้ขายไม่สามารถส่งมอบสิ่งของตามเงื่อนไข และกำหนดเวลาตามสัญญาได้ ผู้ขายจึงมีสิทธิขอขยายเวลาส่งมอบสิ่งของตามสัญญาซื้อขาย ข้อ ๑๑ โดยระยะเวลาส่งมอบของตามที่เทศบาลฯ ได้มอบมติให้ผู้ขายขยายกำหนดเวลาส่งมอบสิ่งของออกไปจนถึงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ โดยนับจากวันที่ลงนามใบสัญญาคือวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๓ จนถึงวันที่บริษัท ท. จำกัด ได้รับทราบการอนุญาตนำเข้าคือวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๓ รวมเป็นระยะเวลา ๗๒ วัน จึงชอบแล้ว

 

กรณีศึกษาที่  10

          ผู้รับจ้างมีหน้าที่จ่ายเงินค่าธรรมเนียมในการซ่อมแซมถนนและทางเท้า และดำเนินการล่าช้าทำให้การเข้าขุดวางท่อจ่ายน้ำเกิดความล่าช้าไปด้วย ผู้รับจ้างขอให้การประปาฯ ผู้ว่าจ้างพิจารณาขยายเวลาให้แก่ผู้รับจ้างได้หรือไม่

 

คำวินิจฉัย

           ข้อบังคับการประปาฯ ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๔ กำหนดให้นำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมมาใช้บังคับในการดำเนินการของ การประปาฯ การประปาฯ โดยอนุโลม ซึ่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๓๙ และสัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงขยายประปา  ข้อ ๒๐ ได้กำหนดเหตุที่ การประปาฯ จะพิจารณาขยายเวลาตามสัญญาให้ผู้รับจ้างไว้สามประการ คือ เหตุที่เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของการประปาฯ เหตุที่เกิดจากเหตุสุดวิสัย และเหตุเกิดจากพฤติการณ์อันหนึ่งอันใดที่ผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายโดยให้อยู่ในดุลพินิจของการประปาฯ ที่จะพิจารณาตามที่เห็นสมควร ซึ่งเมื่อพิจารณาตามเอกสารแนบท้ายสัญญา ผนวก ๓ รายการต่อท้ายหนังสือสัญญาจ้าง เรื่องมาตรฐานงานก่อสร้าง งานวางท่อ ข้อ ๖ การซ่อมถนนและทางเท้า ที่กำหนดให้ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดซ่อมแซมถนน ทางเท้า ในกรณีที่ต้องมีการขุดเจาะถนน  ทางเท้าให้มีสภาพดีดังเดิมและเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น  ซึ่งในกรณีนี้การประปาฯได้แจ้งให้เทศบาลเมืองบ.ทราบแนวการก่อสร้างแล้ว และเทศบาลก็ได้อนุญาตให้ขุดเจาะถนนและทางเท้าเพื่อวางท่อภายใต้เงื่อนไขว่าผู้ขุดเจาะถนนต้องนำเงินค่าธรรมเนียมในการซ่อมแซมถนนและทางเท้าไปชำระให้กับทางเทศบาล ดังนั้น ผู้รับจ้างจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวไปชำระให้กับเทศบาล บ.นับแต่วันที่ผู้รับจ้างทราบเป็นหนังสือ คือวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๔ แต่ผู้รับจ้างก็มิได้นำเงินไปชำระ แต่กลับเจรจาต่อรองในค่าธรรมเนียมดังกล่าว จึงเป็นการแสดงเจตนาว่าผู้รับจ้างได้ยอมรับหน้าที่ตามข้อตกลงในสัญญานี้มาโดยตลอดโดยมิได้โต้แย้ง ดังนั้นในระหว่างขั้นตอนการเจรจาเรื่องค่าธรรมเนียมดังกล่าว เป็นเหตุทำให้ผู้รับจ้างไม่สามารถเข้าดำเนินงานก่อสร้างตามสัญญาได้ จึงมิได้เป็นเหตุในการขอขยายระยะเวลาตามสัญญาข้อ ๒๐ จึงเห็นว่าความเห็นของการประปาฯ ถูกต้องแล้ว

 

กรณีศึกษาที่ 11

          ผู้ว่าจ้างมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงงาน และต่อมาผู้ว่าจ้างได้ขยายระยะเวลา งดหรือลดค่าปรับให้  โดยผู้รับจ้างไม่มีการขอขยายระยะเวลาตามสัญญา งดหรือลดค่าปรับ ต่อมาผู้รับจ้างได้อ้างเหตุดังกล่าวเพื่อให้ผู้ว่าจ้างพิจารณาลดค่าปรับให้ผู้รับจ้างเพิ่มเติมอีกได้หรือไม่

 

คำวินิจฉัย                                    

           ข้ออ้างของผู้รับจ้างตามหนังสือลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ เป็นเหตุซึ่งผู้ว่าจ้างได้นำมาพิจารณาในการแก้ไขสัญญาครั้งที่ ๑ ซึ่งมีการขยายเวลาทำงานให้ ๓๐ วัน และพิจารณาลดค่าปรับจำนวน ๑๑ วันแล้ว ดังนั้น เมื่อผู้ว่าจ้างได้พิจารณาขยายระยะเวลาสัญญาและลดค่าปรับตามเหตุที่เกิดขึ้นและมีผลกระทบต่อการทำงานของผู้รับจ้างโดยถูกต้องแล้ว ย่อมไม่มีเหตุที่จะนำเหตุดังกล่าวมาพิจารณาลดค่าปรับให้ผู้รับจ้างเพิ่มเติมอีก

 

กรณีศึกษาที่ 12

          การที่บริษัทผู้ผลิตได้ขายกิจการและตั้งบริษัทใหม่ ทำให้กระบวนการผลิตสินค้าหยุดชะงักไป ผู้ขายจะกล่าวอ้างเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเป็นพฤติการณ์ที่ผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบ เพื่อขอขยายระยะเวลาตามสัญญาได้หรือไม่ และต้องถือว่าเหตุสุดวิสัยดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อใด

คำวินิจฉัย                                  

           แม้ในชั้นสอบราคาซื้อเครื่องแปลงไฟฟ้าจะมิได้กำหนดคุณลักษณะว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องหมายการค้าใด และผลิตจากแหล่งใดก็ตาม แต่เมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายแล้วได้กำหนดรายละเอียดสิ่งของว่าต้องเป็นเครื่องแปลงไฟฟ้ายี่ห้อ RAPID ๒๘ VDC POWER SUPPLY ของบริษัท Rapid Power Technologies, Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ขายจึงมีหน้าที่ต้องจัดส่งเครื่องแปลงไฟฟ้าตามชนิดยี่ห้อซึ่งผลิตโดยบริษัทผู้ผลิตนั้นๆ ตามสัญญา ส่วนปัญหาว่า ผู้ขายจะต้องสั่งซื้อเครื่องแปลงไฟฟ้าดังกล่าวจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง หรืออาจหาซื้อได้จากตัวแทนจำหน่ายหรือหาซื้อได้ทั่วไปในท้องตลาดหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ผู้ว่าจ้างต้องพิจารณาให้เป็นที่ยุติว่า หากเครื่องแปลงไฟฟ้าดังกล่าวถือเป็นสินค้ามีคุณลักษณะพัสดุพิเศษต้องสั่งซื้อตามใบสั่งซื้อจากบริษัทผู้ผลิตแต่ละครั้ง ไม่สามารถสั่งซื้อจากผู้แทนจำหน่ายหรือหาซื้อทั่วๆ ไปในท้องตลาดได้ และกรณีบริษัทผู้ผลิตมีการขายกิจการและจัดตั้งบริษัทใหม่จนเป็นเหตุทำให้กระบวนการผลิตหยุดชะงักลง ไม่สามารถดำเนินการผลิตเครื่องแปลงไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายแล้ว เหตุดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเหตุที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากพฤติการณ์ซึ่งผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ผู้ขายมีสิทธิตามสัญญาข้อ ๑๒ ที่จะขอขยายเวลาการส่งมอบออกไป โดยถือว่าเหตุสุดวิสัยดังกล่าวสิ้นสุดลงในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ อันเป็นวันที่การจัดตั้งบริษัทใหม่ของผู้ผลิตเสร็จสิ้น กรณีที่ผู้ขายได้มีหนังสือถึงผู้ว่าจ้าง ลงวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ขอใช้สิทธิตามสัญญาข้อ ๑๒ จึงถือว่าผู้ขายได้แจ้งผู้ว่าจ้างภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่เหตุสุดวิสัยดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว ผู้ขายจึงมีสิทธิที่จะได้รับการขยายเวลาส่งมอบเครื่องแปลงไฟฟ้าตามสัญญาออกไป นับจากวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๕ ถึงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖     

 

กรณีศึกษาที่ 13                              

          การที่ผู้รับจ้างไม่สามารถตอกเสาเข็มให้ลึกตามกำหนดได้เพราะบริเวณพื้นที่ก่อสร้างมีอาคารเก่าที่จะต้องรื้อถอนออกไป มีเขื่อนหรือคานใต้ดินที่เป็นฐานรากเดิมฝังอยู่เป็นสภาพปัญหาที่เป็นเหตุสุดวิสัย หรือเหตุใดๆ อันเป็นความผิดของฝ่ายผู้ว่าจ้างหรือไม่               

 

คำวินิจฉัย

           เมื่อพิจารณาสัญญาข้อ ๑๒ ที่ว่า ผู้รับจ้างรับรองว่าได้ตรวจสอบและทำความเข้าใจรูปแบบรายการก่อสร้างของสัญญานี้โดยละเอียดถี่ถ้วนแล้ว และในฐานะที่เป็นผู้มีวิชาชีพการรับเหมาก่อสร้างย่อมต้องทราบดีว่า บริเวณพื้นที่ก่อสร้าง ถ้ามีอาคารเก่าที่จะต้องรื้อถอนออกไปอาจมีเขื่อนหรือคานใต้ดินที่เป็นฐานรากเดิมฝังอยู่อันอาจเป็นเหตุปัญหาและอุปสรรคขัดขวางการปฏิบัติงานตอกเสาเข็มได้ การที่ผู้รับจ้างไม่สามารถตอกเสาเข็มให้ลึกตามกำหนดได้จึงเป็นสภาพปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นและอาจคาดหมายได้อยู่ก่อน จึงไม่ใช่เป็นเหตุสุดวิสัย หรือเหตุใดๆ อันเป็นความผิดของฝ่ายผู้ว่าจ้าง แต่เป็นความรับผิดชอบของผู้รับจ้างโดยตรง ซึ่งทางฝ่ายผู้ว่าจ้างได้ดำเนินการช่วยแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ว่าจ้างจนสามารถดำเนินการต่อไปได้โดยเร็วแล้ว ดังนั้น แม้ผู้รับจ้างได้มีหนังสือแจ้งเหตุดังกล่าวต่อผู้ว่าจ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญาข้อ ๑๙ วรรคแรกแล้วก็ตาม แต่เมื่อผู้ว่าจ้างได้ใช้ดุลพินิจพิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้วไม่ยินยอมให้ขยายระยะเวลาปฏิบัติงานตามสัญญาข้อ ๑๙ วรรคสาม ออกไปอีก และใช้สิทธิปรับตามสัญญาข้อ ๑๕ โดยหักเงินค่าจ้างที่ค้างจ่ายตามสัญญาข้อ ๑๗ จึงเป็นการใช้สิทธิของเทศบาลฯ ผู้ว่าจ้างตามสัญญาตามข้อ ๑๙ ครบถ้วนถูกต้องแล้ว

 

-----------------------------

 
แนวทางปฏิบัติในการจัดซื้ออาหาร PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2015 เวลา 23:08 น.

ที่  กค (กวพ) ๐๔๒๑.๓/๒๓๖๘๔                                        กรมบัญชีกลาง

                                                                               ถนนพระราม ๖ กทม. ๑๐๔๐๐

                                                             30  กันยายน  ๒๕๕2

เรื่อง  ข้อหารือแนวทางปฏิบัติในการจัดซื้ออาหาร

เรียน  อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

อ้างถึง  หนังสือกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ พม ๐๓๑๖.๒/๖๔๒๑ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒

            ตามหนังสือที่อ้างถึง กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ แจ้งว่า ในการจัดซื้ออาหารของหน่วยงานในสังกัดกรมฯ เพื่อเลี้ยงดูผู้รับการสงเคราะห์ซึ่งมีหลากหลายประเภท คือ มีทั้งเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนไร้ที่พึ่งและคนพิการ ปรากฏว่า แต่ละหน่วยงานในสังกัดมีความต้องการรายการอาหารแตกต่างกัน ขึ้นกับจำนวนและประเภทของผู้รับการสงเคราะห์ ดังนั้นเพื่อให้การจัดซื้ออาหารของหน่วยงานในสังกัดกรมฯ มีเกณฑ์การคัดเลือกผู้เสนอราคาที่ถูกต้อง มีคุณภาพและมีคุณสมบัติเป็นประโยชน์ต่อทางราชการ กรมฯ จึงได้ทบทวนหลักเกณฑ์ในการจัดซื้ออาหาร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติให้กับหน่วยงานในสังกัดจากหลักเกณฑ์เดิมที่ใช้ในการพิจารณาราคาจากใบเสนอราคาแต่ละรายไม่สูงกว่าราคากลาง และมีราคารวมต่ำสุดเป็นผู้เสนอราคาได้ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวพบว่ามีช่องทางให้ผู้เสนอราคาประมูลอาหาร โดยใช้กลยุทธ์กำหนดราคาเพื่อให้ชนะผู้แข่งขันด้วยกันคือ รายการอาหารที่คาดว่าหน่วยงานจะซื้อปริมาณน้อยแม้ว่าราคาท้องตลาดสูงก็จะเสนอราคาต่ำอย่างไม่สมเหตุสมผล ส่วนรายการที่คาดว่าจะมีการสั่งซื้อในปริมาณมากก็จะเสนอราคาสูงเท่ากับราคากลางหรือต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย ซึ่งส่งผลให้ราคารวมต่ำสุดและเป็นผู้ชนะการประมูล โดยไม่ผิดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาในการจัดซื้อ แต่หลักเกณฑ์การจัดซื้ออาหารที่จะกำหนดใหม่จะนำปริมาณค่าเฉลี่ยที่เคยจัดซื้อย้อนหลัง ๒ ปี มากำหนดเป็นจำนวนปริมาณที่คาดว่าจะซื้อในรอบปีระบุไว้ในใบเสนอราคาเพื่อใช้เป็นเกณฑ์การตัดสินใจ โดยพิจารณาราคารวมต่ำสุดเป็นเกณฑ์ ปรากฏตามตัวอย่างแบบใบเสนอราคาและเอกสารแนบท้ายสัญญาที่แนบ

            กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จึงขอหารือว่า

            (1)  หลักเกณฑ์ในการจัดซื้ออาหาร หากนำปริมาณค่าเฉลี่ยที่เคยจัดซื้อย้อนหลัง ๒ ปี กำหนดเป็นจำนวนปริมาณที่คาดว่าจะจัดซื้อในรอบปีระบุไว้ในใบเสนอราคาเพื่อใช้เป็นเพียงเงื่อนไขประกอบการตัดสินใจ โดยพิจารณาราคาที่เสนอรวมต่ำสุดจากราคารวมของปริมาณที่จัดซื้อในรอบปี หากการสั่งซื้อไม่ตรงกับปริมาณที่ระบุไว้ในใบเสนอราคาจะขัดกับสัญญาการจัดซื้ออาหารหรือไม่ เนื่องจากการจัดซื้ออาหารเป็นสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณและหากไม่ขัดสัญญา เมื่อได้ผู้เสนอราคาแล้วในสัญญาจะระบุเพียงรายละเอียดรายการที่จะซื้อโดยไม่ระบุปริมาณความต้องการได้หรือไม่

            (2)  การจัดซื้อวงเงินที่จะทำสัญญาแบบเดิมใช้วงเงินงบประมาณตามที่ประกาศซื้ออาหาร เนื่องจากใบเสนอราคาจะพิจารณาราคาอาหารต่อหน่วยที่เสนอรวมทุกรายการต่ำสุด หากนำปริมาณการจัดซื้อในรอบปีมาใช้ในการตัดสินใจ วงเงินจัดซื้อในสัญญาจะใช้ราคาตามใบเสนอราคาหรือตามวงเงินงบประมาณที่ประกาศจัดซื้อ

            (3)  หากระหว่างปีมีความจำเป็นต้องการใช้วัสดุอาหารที่ไม่มีในข้อตกลงจะซื้อจะขายตามเอกสารท้ายสัญญา จะขอดำเนินการจัดซื้อเพิ่มเติมตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยวิธีตกลงราคาหรือ วิธีพิเศษ ตามแต่กรณีได้หรือไม่

ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

            กรมบัญชีกลางขอเรียนว่า คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) พิจารณาแล้วมีความเห็นดังนี้

            กรณีขอหารือข้อ ๑ เห็นว่า การที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจะดำเนินการจัดซื้อวัสดุอาหารซึ่งเดิมกรมฯ ได้ดำเนินการจัดซื้อและทำสัญญากับผู้ขายเป็นแบบสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณไว้ แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของทางราชการ หากกรมฯ จะกำหนดหลักเกณฑ์การจัดซื้อวัสดุอาหารใหม่ กล่าวคือ จะนำปริมาณค่าเฉลี่ยที่เคยจัดซื้อย้อนหลัง ๒ ปี มากำหนดเป็นจำนวนปริมาณที่คาดว่าจะจัดซื้อในรอบปีไว้ในใบเสนอราคาเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริงของแต่ละช่วงเวลา โดยจะทำเป็นสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณนั้น เห็นว่า เนื่องจากในหลักการ การกำหนดเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ เพื่อใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างย่อมอยู่ในดุลยพินิจของส่วนราชการผู้จัดหาพัสดุที่จะสามารถกำหนดได้ตามความต้องการของหน่วยงานแต่ทั้งนี้จะต้องดำเนินการให้เกิดความโปรงใสเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมตามนัยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๑๕ ทวิ ดังนั้น กรณีที่กรมฯ มีความประสงค์จะกำหนดหลักเกณฑ์การจัดซื้อวัสดุอาหารสำหรับใช้เลี้ยงดูผู้รับการสงเคราะห์ เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานในสังกัดให้เป็นไปในทางเดียวกัน โดยกรมฯ จะนำปริมาณค่าเฉลี่ยที่เคยจัดซื้อมากำหนดเป็นจำนวนปริมาณที่คาดว่าจะซื้อในรอบปีไว้ในใบเสนอราคา เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริงของแต่ละช่วงเวลา ย่อมอยู่ในดุลพินิจของกรมฯ ที่จะดำเนินการได้ แต่อย่างไรก็ดี ในการทำสัญญากับผู้ขาย หากกรมฯ จะดำเนินการในลักษณะสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณ เนื่องจากตัวอย่างสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณนั้น เป็นสัญญาที่ กวพ. กำหนดขึ้นใช้กับการซื้อขายที่มีราคาพัสดุต่อหน่วยที่คงที่แน่นอนตลอดอายุสัญญา แต่การจัดซื้อตามสัญญาผู้ซื้อจะทยอยการสั่งซื้อตามความต้องการของผู้ซื้อ โดยมีวงเงินตามสัญญาประมาณไว้ไม่เกินกว่าวงเงินที่ดำเนินการในการจัดหาในครั้งนี้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่า ใบเสนอราคาของผู้ขายปรากฏทั้งราคาต่อหน่วยและปริมาณของรายการวัสดุอาหารที่จะสั่งซื้อเป็นเงื่อนไขในการเสนอราคาไว้เป็นสาระสำคัญ ส่วนปริมาณค่าเฉลี่ยที่จะระบุไว้ในใบเสนอราคา กรมฯ ควรกำหนดปริมาณของรายการวัสดุอาหารเป็นจำนวนโดยประมาณไว้ เพื่อประโยชน์ในการสั่งซื้อวัสดุอาหารในวงเงินงบประมาณของทางราชการ

            กรณีขอหารือข้อ ๒ นั้น เนื่องจากในการจัดหาพัสดุโดยปกติส่วนราชการจะต้องจัดหาพัสดุไม่เกินกว่าวงเงินงบประมาณที่ได้รับ ดังนั้น หากกรมฯ จะใช้หลักเกณฑ์การนำปริมาณการจัดซื้อในรอบปีมาใช้ในการพิจารณาตัดสินราคาอาหารต่อหน่วยแต่การสั่งซื้อตามสัญญาจะต้องไม่เกินวงเงินงบประมาณที่ได้รับในรอบปี

            กรณีขอหารือข้อ ๓ นั้น หากในระหว่างปีกรมฯ มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น ในสถานการณ์ที่จำเป็นหรือเร่งด่วน หรือเพื่อประโยชน์ของส่วนราชการ และจำเป็นต้องจัดซื้อวัสดุอาหารเพิ่มเติมจากที่ไม่ได้กำหนดไว้ในสัญญาฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดหมายได้ ก็ชอบที่จะดำเนินการจัดหาใหม่ โดยวิธีตกลงราคาหรือโดยวิธีพิเศษได้ แล้วแต่กรณี

            จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

                                                             ขอแสดงความนับถือ

                                               (ลงชื่อ)     รังสรรค์  ศรีวรศาสตร์

                                                         (นายรังสรรค์  ศรีวรศาสตร์)

                                                       รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทน

                                                             อธิบดีกรมบัญชีกลาง

 

 

 

 

 

คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ

ฝ่ายเลขานุการ

โทรศัพท์ ๐ ๒๒๗๓ ๙๐๒๔ ต่อ ๔๕๕๓

โทรสาร ๐ ๒๒๗๑ ๑๐๔๙


 

 

 

 

 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 4
Joomla templates by a4joomla