ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

เข้าสู่ระบบ



ออนไลน์

เรามี 11 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สถิติผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday314
mod_vvisit_counterYesterday1219
mod_vvisit_counterThis week4579
mod_vvisit_counterLast week7932
mod_vvisit_counterThis month30082
mod_vvisit_counterLast month61587
mod_vvisit_counterAll days701062

เรามี: 10 บุคคลทั่วไป, 1 bots ออนไลน์
Your IP: 54.197.87.25
 , 
Today: เม.ย. 24, 2014
เหตุแห่งการงด ลดค่าปรับ หรือขยายระยะเวลาทำการตามสัญญา
เกร็ดความรู้ - เกร็ดความรู้ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง

          ภารกิจหลักอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าการทำหน้าที่ในการตรวจรับพัสดุ หรือตรวจการจ้าง ของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ  หรือคณะกรรมการตรวจการจ้างที่มีอยู่ตามนัย  ข้อ 71  และข้อ 72  แห่งระเบียบสำนักนายก รัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  ได้แก่ การเป็นผู้เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา ของหัวหน้าส่วนราชการในการเสนอให้มีการงด ลดค่าปรับ หรือขยายเวลาทำการตามสัญญาหรือข้อตกลงให้แก่ผู้ขาย หรือผู้รับจ้างซึ่งเป็นคู่สัญญาของทางราชการ แล้วแต่กรณี  ซึ่งคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ เรียกโดยย่อว่า “กวพ.” ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าวเพิ่มเติมไว้ในหนังสือเวียนซ้อมความเข้าใจไปยัง ส่วนราชการต่างๆ ตามนัยหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรีที่ นร (กวพ) 1305/ว 11948  ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2543 ข้อ 3 ที่ว่า “กรณีที่ส่วนราชการได้ทำสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือกับผู้ขายหรือผู้รับจ้างแล้ว ต่อมาหากมีความจำเป็น ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญา หรือข้อตกลง หรือพิจารณาขยายเวลาทำการตามสัญญา การงด หรือลดค่าปรับแล้ว ให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ หรือคณะกรรมการตรวจการจ้าง แล้วแต่กรณี เป็นผู้เสนอความเห็นเพื่อประกอบการ พิจารณาของหัวหน้าส่วนราชการ หรือผู้มีอำนาจในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญา การขยายระยะเวลาทำการตามสัญญา การงด หรือลดค่าปรับในแต่ละครั้งด้วย

 

          จากภารกิจดังกล่าว ปัญหาที่คณะกรรมการต้องตัดสินใจก็คือ กรณีใดบ้างที่เป็นเหตุให้สามารถใช้เป็นเกณฑ์ การพิจารณางด ลดค่าปรับ หรือขยายเวลาทำการตามสัญญาได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้แนวทางในการพิจารณาเสนอความเห็น ประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการเป็นไปด้วยความถูกต้อง จึงขอเสนอตัวอย่างข้อหารือที่น่าสนใจของส่วนราชการ แห่งหนึ่ง  ที่คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุเคยมีแนววินิจฉัยไว้ดังนี้

          กรม ก. แจ้งว่าได้ทำสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารสำนักงาน จำนวน 1 หลัง พร้อมถมดิน กับบริษัท ข. ผู้รับจ้าง ตามสัญญาจ้าง ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2546 วงเงิน 48 ล้านบาทเศษ กำหนดเวลาให้เริ่มทำงานภายในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 1 มีนาคม 2548 แบ่งงวดงานและการจ่ายเงินเป็น 16 งวด มีการจ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่ผู้รับจ้าง เป็นเงิน 7 ล้านบาทเศษ ในระหว่างสัญญา บริษัท ข.ได้ร้องขอให้กรม ก. ปรับงวดเงินเพื่อให้เกิดสภาพคล่องทางการเงิน พร้อมทั้งขอขยายเวลาทำการตามสัญญาโดยอ้างเหตุ 3 ประการ กล่าวคือ เหตุจากการที่กรม ก. ส่งมอบสถานที่ก่อสร้างล่าช้า เป็นเวลา 18 วัน เหตุจากการลาออกและโยกย้ายของประธานกรรมการตรวจการจ้างและผู้ควบคุมงาน  ตั้งแต่เดือน ตุลาคมถึงธันวาคม 2547(ผู้ควบคุมงานได้ลาออก เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2547 ประธานกรรมการตรวจการจ้างได้ย้ายเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2547 และหัวหน้าผู้ควบคุมงานได้ย้ายเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2547) แต่ผู้รับจ้างได้รับแจ้งการแต่งตั้ง ผู้ทำหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่ดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2547 ทำให้ผู้รับจ้างไม่สามารถส่งมอบงานและเบิกเงินได้ ตามกำหนดเวลาในสัญญา จึงขอขยายเวลาจากเหตุนี้เป็นเวลา 66 วัน และประการสุดท้าย เป็นเหตุจากการที่บริษัท ข. ได้ส่งมอบงวดที่ 2-7 และ กรม ก. ได้ตรวจรับงานงวดดังกล่าวแล้ว แต่ผู้รับจ้างยังไม่ได้รับเงินค่าจ้าง จึงขอขยายเวลา ตั้งแต่วันที่คณะกรรมการได้มีการตรวจรับงาน งวดที่ 4 คือวันที่ 27 กันยายน 2547 ไปจนถึงวันที่ผู้รับจ้างได้รับเงินค่างวดงาน ดังกล่าวคือวันที่ 18 มีนาคม 2548 เป็นเวลา 168 วัน ในการนี้ กรม ก. ได้ทำบันทึกข้อตกลง ลงวันที่ 5 เมษายน 2548 แก้ไขสัญญาจ้างโดยเฉลี่ยปรับลดเงินค่าจ้างจากงวดที่ 9-15 มาเพิ่มให้แก่งวดที่ 1 ตามที่บริษัท ข. ร้องขอ พร้อมทั้งขยายเวลาทำการจากเหตุที่กรม ก. ส่งมอบพื้นที่ล่าช้า จำนวน 18 วัน ให้กับบริษัท ข. จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 1 มีนาคม 2548 เป็นวันที่ 19 มีนาคม 2548 สำหรับกรณีที่ขอขยายเวลาจากเหตุที่ผู้รับจ้างได้รับเงินค่าจ้างงวดที่ 2-7 ล่าช้านั้น กรม ก. ไม่ได้พิจารณาในเหตุดังกล่าว เนื่องจากผู้รับจ้างเป็นหนี้ภาษีอากรค้างชำระต่อกรมสรรพากรเป็นเงิน 19 ล้านบาทเศษ ซึ่งกรมสรรพากรได้แจ้งให้นำเงินค่าจ้างจากงวดงานที่ 1-7 เป็นเงิน 14 ล้านบาทเศษ มาชำระหนี้ดังกล่าว ซึ่งผู้รับจ้างได้ยื่นคำร้องคัดค้าน ในระหว่างที่รอผลการพิจารณา จึงยังไม่มีการจ่ายเงินค่าจ้างให้กับผู้รับจ้าง

          ภายหลังสิ้นสุดสัญญา ปรากฏว่า บริษัท ข. ได้ส่งมอบงานทั้งสิ้น จำนวน 12 งวด (งวดที่ 1-12) จากทั้งหมด 16 งวด โดยงวดที่ 2-8 บริษัท ข. ส่งมอบภายในกำหนดสัญญาและคณะกรรมการตรวจการจ้างได้มีมติรับมอบไว้แล้ว ส่วนงวดที่ 1 งวดที่ 9 และงวดที่ 10-12 ได้ส่งมอบภายหลังสิ้นสุดสัญญา แต่คณะกรรมการตรวจการจ้างมีมติรับมอบไว้เฉพาะงวดที่ 1 และ 9 เท่านั้น ส่วนงวดที่ 10-12 ยังอยู่ในระหว่างตรวจรับ ทั้งนี้ กรม ก. ได้สงวนสิทธิ์ปรับสำหรับงวดงานที่ส่งมอบล่าช้า ซึ่งบริษัท ข. ได้อุทธรณ์ขอให้กรม ก. พิจารณาสั่งงดค่าปรับและเบิกจ่ายเงินค่าจ้างให้บริษัท ข. โดยอ้างว่า สาเหตุที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้าล่วงเลยกำหนดเวลาตามสัญญา จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่แล้วเสร็จ เป็นเหตุเนื่องมาจาก ความผิด ความบกพร่อง หรือระบบการดำเนินงานโดยรวมของส่วนราชการผู้ว่าจ้าง หรือพฤติการณ์ที่จะโทษบริษัท ข. ผู้รับจ้างมิได้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 139 (1) และ (3) กรม ก. จึงขอหารือว่าจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ตามอุทธรณ์ของบริษัท ข. กรม ก. จะสามารถพิจารณา ขยายเวลา งด หรือลดค่าปรับ ให้กับผู้รับจ้างได้หรือไม่ ประการใด

          เรื่องนี้ปรากฏว่า คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุได้พิจารณาตอบข้อหารือกรม ก. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพิจารณา ข้ออุทธรณ์ของบริษัท ข. ไว้ว่า ในหลักการ การพิจารณางด ลดค่าปรับ หรือขยายเวลาทำการตามสัญญา ตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 139 ได้วางหลักเกณฑ์ไว้สรุปว่าให้อยู่ในอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการที่จะเป็นผู้พิจารณาได้ตามจำนวนวันที่มีเหตุเกิดขึ้นจริง เฉพาะกรณี(1) เหตุที่เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของส่วนราชการ (2) เหตุสุดวิสัย และ (3) เหตุเกิดจากพฤติการณ์ อันหนึ่งอันใดที่คู่สัญญาไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งเหตุดังกล่าวต้องมีส่วนสัมพันธ์และส่งผลกระทบโดยตรง ที่ทำให้ผู้รับจ้างทำงานล่าช้า ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จทันตามเงื่อนไขของสัญญาได้ ดังนั้น ในการที่จะพิจารณางดหรือลดค่าปรับ หรือขยายเวลาตามหนังสืออุทธรณ์ของบริษัท ข. หรือไม่นั้น จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในดุลยพินิจของหน่วยงานที่จะต้องพิจารณาภายใต้หลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งได้แยกการพิจารณาไว้รวม 6 ประเด็น ดังนี้

          ประเด็นที่ 1

          กรม ก. ใช้เวลาในการพิจารณาขยายระยะเวลาก่อสร้างล่าช้า กล่าวคือ บริษัท ข. อ้างว่า ได้ขอขยายเวลาก่อสร้าง เนื่องจากกรม ก. ส่งมอบสถานที่ก่อสร้างล่าช้าจากที่กำหนดในสัญญา (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2546) เป็นเวลา 18 วัน ซึ่งคณะกรรมการตรวจการจ้างได้มีมติเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2547 ให้ขยายระยะเวลาสิ้นสุดสัญญาออกไปอีก 18 วัน จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 1 มีนาคม 2548 เป็นวันที่ 19 มีนาคม 2548 โดยใช้เวลาในการพิจารณาล่าช้าเป็นเวลา 233 วัน (นับตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2546-7 กรกฎาคม 2547) ซึ่งถือเป็นเหตุตามระเบียบฯข้อ 136 และข้อ 139 (1) ประเด็นนี้เห็นว่าในระหว่างที่กรม ก. ใช้เวลาในการพิจารณาขยายเวลาทำการตามสัญญาให้แก่บริษัท ข. หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรม ก. มิได้มีคำสั่งให้บริษัท ข. หยุดการดำเนินการก่อสร้างแต่อย่างใด ผู้รับจ้างยังคงสามารถ ดำเนินงานตามสัญญาได้ตามปกติ การที่กรม ก.ต้องใช้เวลาพิจารณาขยายเวลาให้มิได้มีส่วนสัมพันธ์ หรือส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของผู้รับจ้างแต่อย่างใด ดังนั้น กรณีนี้ จึงไม่ใช่เหตุที่จะอ้าง หรือของด หรือลดค่าปรับ ตามระเบียบฯข้อ 139 (1) ได้แต่อย่างใด

          ประเด็นที่ 2

          บริษัท ข. อ้างว่า กรม ก. ใช้เวลาในการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างในส่วนของงวดงานที่ 1 นานเกินสมควร เป็นเหตุให้การเบิกจ่ายเงินค่าจ้างล่าช้า กล่าวคือ ในการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างเพื่อให้เกิดสภาพคล่อง ทางการเงินตามที่บริษัท ข. ร้องขอนั้น กรม ก. เพียงแต่ปรับงวดเงิน โดยนำเอาเงินค่าจ้างงวดที่ 16 มาเพิ่มให้แก่งวดที่ 1 เท่านั้น ส่วนรายการงานก่อสร้างตามงวดงานยังคงเดิม แต่กรม ก. ได้ดำเนินการล่าช้ากว่าปกติอย่างมาก โดยได้มีการอนุมัติและ ลงนามแก้ไขสัญญาจ้างในวันที่ 5 เมษายน 2548 ซึ่งล่วงเลยจากวันสิ้นสุดสัญญาจ้าง (19 มีนาคม 2548) เป็นเวลา 17 วัน หรือรวมระยะเวลานับแต่วันที่มีมติคณะกรรมการตรวจการจ้างจนถึงวันที่คณะกรรมการตรวจการจ้าง มีมติตรวจรับมอบงานงวดที่ 1 เป็นเวลา 340 วัน และวันที่บริษัท ข. ได้รับเบิกจ่ายเงินค่าจ้างงวดที่ 1 เป็นเวลา 403 วัน เป็นเหตุให้ไม่มีการเบิกจ่ายเงินค่าจ้าง ตามงวดงานที่ส่งมอบ และผู้ว่าจ้างหรือผู้แทนได้รับมอบไว้แล้วกว่า 7 งวด ซึ่งเหตุดังกล่าวเป็นความเสียหาย โดยตรงที่ทำให้การทำงานจ้างของบริษัท ข. ล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงวดท้ายๆ เนื่องจาก ต้องหาแหล่งเงินมาระดมทุนจัดหาสัมภาระ จึงถือเป็นเหตุตามระเบียบฯข้อ 139 (1) ที่บริษัท ข. มีสิทธิได้รับการงด ค่าปรับตามจำนวนวันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุดังกล่าวไปจนถึงวันที่เหตุนั้น สิ้นสุดลงหรือนับตั้งแต่วันที่ คณะกรรมการตรวจการจ้างมีมติรับมอบงานครั้งแรก (4 สิงหาคม 2547) ถึงวันที่ บริษัท ข. ได้รับเงินค่าจ้าง (1 กรกฎาคม 2548) เป็นเวลา 333 วัน ประเด็นนี้เห็นว่า  เหตุที่ กรม ก. เบิกจ่ายเงินค่าจ้างล่าช้า สืบเนื่องมาจากกรมสรรพากร แจ้งว่า ผู้รับจ้างเป็นหนี้ภาษีอากรค้างชำระเป็นเงิน 19 ล้านบาทเศษ และขอให้กรม ก. ส่งเงินค่าจ้างจากงวดงานที่ 1-7 เป็นเงิน 14 ล้านบาทเศษ มาชำระหนี้ภาษีอากรค้าง ซึ่งผู้รับจ้างได้ยื่นคำร้องคัดค้าน ในระหว่างที่รอผลการพิจารณา จึงยังไม่มีการจ่ายเงินค่าจ้างให้กับผู้รับจ้าง อย่างไรก็ดี การจ่ายเงินล่าช้า มิใช่ผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติงานตามสัญญา ที่ทำให้ผู้รับจ้างต้องหยุดการทำงาน เนื่องจากในระหว่าง การปฏิบัติงานตามสัญญาผู้รับจ้างมีหน้าที่จะต้องเตรียมความพร้อมในการจัดหาเงินทุนหมุนเวียนมาใช้ในการทำงาน ให้เพียงพอ ดังนั้น ปัญหาที่ผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องทางการเงิน ในกรณีนี้ จึงไม่อาจนำมาอ้างเป็นเหตุที่จะงด หรือลดค่าปรับ ตามระเบียบฯ ข้อ 139 (1)

          ประเด็นที่ 3

          บริษัท ข. อ้างว่า คณะกรรมการตรวจการจ้างดำเนินการตรวจรับ และมีมติรับมอบงานงวดที่ 1 และงวดที่ 4-12 ล่าช้า อีกทั้งค่าจ้างที่ได้รับสุทธิคงเหลือจริงมีจำนวนเป็นสัดส่วนกับเงินค่าจ้างก่อนถูกหักตามสัญญา คิดเป็นร้อยละ 20.56 ซึ่งถือเป็นภาระที่หนักเกินกว่าระดับปกติโดยทั่วไปของบริษัทที่ได้รับทำงานจ้างภาครัฐที่มีทุนจดทะเบียนปานกลาง ในช่วงภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงการไม่ได้รับเงินค่าจ้างในวงเงินที่สูงเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนเป็นระยะเวลานาน อันไม่เป็นไปตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินของทางราชการ เป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้การก่อสร้างไม่สามารถดำเนินการ ให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาได้ จึงถือเป็นพฤติการณ์หรือความบกพร่องของระบบการดำเนินการโดยรวมของผู้ว่าจ้างที่บริษัท ข. มิได้มีส่วนก่อหรือเกี่ยวข้องด้วย ประเด็นนี้เห็นว่า  ในหลักการ การตรวจรับงานของคณะกรรมการตรวจการจ้าง จะต้องดำเนินการโดยถือปฏิบัติตามหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร 1305/ว 5855 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2544 เรื่องระยะเวลาในการตรวจการจ้างงานก่อสร้าง และการตรวจรับพัสดุ กรณีนี้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการตรวจการจ้างมิได้ทำการตรวจรับให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ย่อมถือว่ามีส่วนสัมพันธ์และ มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของผู้รับจ้างโดยตรง กรม ก. จึงชอบที่จะพิจารณางด หรือลดค่าปรับให้แก่ผู้รับจ้างได้ ตามนัยระเบียบฯ ข้อ 139 (1) ส่วนประเด็นเกี่ยวกับจำนวนเงินค่าจ้างในแต่ละงวด ก็เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ในสัญญาจ้าง ซึ่งทั้งกรม ก. และบริษัท ข. ได้ตกลงให้มีการหักเงินค่าจ้างล่วงหน้าและเงินประกันผลงานจากเงินค่าจ้าง ที่จ่ายในแต่ละงวด กรณีนี้จึงไม่ต้องด้วยเหตุแห่งการงด หรือลดค่าปรับ ตามระเบียบฯ ข้อ 139 (1)

          ประเด็นที่ 4

          บริษัท ข. อ้างว่า การแบ่งงวดงาน/งวดเงินเป็นไปโดยไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม เป็นเหตุให้บริษัท ข. ไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จได้ เนื่องจากลักษณะงานก่อสร้างโดยทั่วไปจะกำหนดให้งวดงานลำดับต้นๆ มีค่าจ้างที่จะต้องเบิกจ่ายจำนวนน้อย ส่วนงวดงานท้ายๆจะมีจำนวนเงินค่าจ้างสูงกว่าเนื้องานจริง และหรือให้มีการปรับ แยกชนิด/ประเภท/รายการของงานที่จะทำการก่อสร้างที่สามารถปรับแยกออกมาจากงวดงานเดียวกัน หรือจำนวนหลายงวดงานได้ ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานเกิดความต่อเนื่อง  คล่องตัว และแล้วเสร็จเร็วกว่าที่สัญญากำหนด กรณีนี้ แม้ว่า บริษัท ข. จะเป็นฝ่ายร้องขอก็ตาม แต่เมื่อคณะกรรมการตรวจการจ้างได้พิจารณาเห็นชอบอนุมัติแล้ว ก็เป็นสิทธิของบริษัท ข. ที่จะได้รับเงินค่าจ้างตามงวดงานที่ได้ส่งมอบตามที่มีการกำหนดใหม่  ซึ่งบริษัท ข. ไม่สามารถส่งมอบงานตามงวดงานงวดเงินเดิมที่ผิดแผกแตกต่างหรือฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการตรวจการจ้างได้ และการรับมอบงานของคณะกรรมการตรวจการจ้าง จะมีอำนาจและถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ ก็ต่อเมื่อได้อนุมัติ ให้เปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมสัญญาจ้างแล้วเท่านั้น ดังนั้นในระหว่างนี้ หากเกิดความล่าช้าขึ้นหรือมีการสั่งเปลี่ยนแปลง ที่กระทบต่อบริษัท ข. ก็เป็นสิทธิที่บริษัท ข.จะขอสงวนสิทธิในความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ประเด็นนี้เห็นว่า  การกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการแบ่งงวดงาน และงวดเงิน เป็นไปตามข้อตกลงของสัญญาที่บริษัท ข. และ กรม ก. ได้ลงนามเห็นชอบร่วมกันแล้วตั้งแต่ต้น คู่สัญญาจึงต้องผูกพันตามสัญญา อีกทั้งการแก้ไขงวดเงินตามสัญญา ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ก็เป็นการดำเนินการตามที่บริษัท ข. ร้องขอ ซึ่งหากบริษัท ข. เห็นว่า การแบ่งงวดงาน งวดเงิน       ไม่เหมาะสมอย่างไร ก็ชอบที่จะโต้แย้งหรือทักท้วงผู้ว่าจ้างก่อนที่จะลงนามในสัญญา กรณีนี้จึงมิใช่เหตุที่จะนำมาพิจารณางด หรือลดค่าปรับให้แก่บริษัท ข. ตามระเบียบฯ ข้อ 139 (1)

          ประเด็นที่ 5

          บริษัท ข. อ้างว่า กรม ก. ไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ ประธานคณะกรรมการตรวจการจ้าง นายช่าง หรือผู้ควบคุมงานในส่วนหน้างานและหน่วยงานรองรับความเห็นของผู้ควบคุมงาน และคณะกรรมการตรวจการจ้าง ที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือสั่งการในเรื่องที่บริษัท ข. ได้เสนอให้พิจารณาหรือขอรับความเห็นชอบในเรื่องต่างๆ ตามที่สัญญากำหนดไว้ว่าบริษัทฯต้องได้รับความเห็นชอบ/อนุมัติ/ตรวจสอบ/ควบคุม ตลอดทั้งสั่งการเกี่ยวกับรายการละเอียด ตามแบบของอาคารก่อสร้าง/รายการวัสดุ/รายการการก่อสร้างที่ไม่สมบูรณ์ไม่เป็นไปตามแบบตามมาตรฐาน หรือต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายผู้ว่าจ้างก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้าง เช่น การจัดทำและส่งมอบ Shop Drawing ของแต่ละประเภท/งาน/รายการ เป็นต้น การไม่ได้ดำเนินการ และการที่ได้ดำเนินการแต่มีความล่าช้ากว่าระดับปกติ โดยทั่วไปอย่างมาก ทำให้บริษัท ข. ต้องชะลอและเลื่อนการสั่งงานจนไม่สามารถจะเร่งทำการให้รวดเร็วได้ หรือแม้แต่การที่บริษัท ข. ได้ทำงานแล้วเสร็จ และก่อนจะแจ้งส่งมอบงานตามงวดเป็นหนังสือนั้น ในเบื้องต้นต้อง ได้รับความเห็นชอบ จากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงเหล่านี้ก่อนว่างานที่คณะกรรมการตรวจการจ้างจะรับมอบนั้น ได้มีความถูกต้องเรียบร้อยหรือไม่เพียงใด ถ้าพบเห็นมีข้อบกพร่องก็จะแจ้งให้บริษัท ข. ทำการแก้ไขให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงเสนอหนังสือให้มีการนัดประชุมทำการตรวจรับมอบงานต่อไป แต่ในทางเป็นจริงกลับได้เสนอความเห็น สวนทางกันทำให้บางงวดงานที่บริษัท ข. ส่งมอบแล้วไม่ได้ถูกตรวจรับและแจ้งว่ามีข้อบกพร่อง ซึ่งเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย และภายในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น จึงเป็นการประชุมของคณะกรรมการตรวจการจ้าง ที่ขาดซึ่งความสำคัญและความพร้อม ไม่เป็นไปตามนัยแห่งระเบียบและสัญญาจ้าง เมื่อได้นำเสนอต่อไปตามลำดับสายงานเพื่ออนุมัติตรวจรับ และเบิกจ่ายเงินแล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาเกิดความสับสนและเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ที่เป็นเหตุหนึ่งให้งานต้องล่าช้าออกไปและทำให้การ สั่งงานการทำงานจ้างของบริษัท ข. เกิดความสับสนล่าช้าออกไปด้วย ซึ่งความบกพร่องของระบบการดำเนินงาน โดยรวม ของฝ่ายผู้ว่าจ้างดังกล่าวถือเป็นเหตุตามระเบียบฯ ข้อ 139 (1) ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 591 ประเด็นนี้เห็นว่าหากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตามเงื่อนไขของสัญญา กำหนดให้ผู้ควบคุมงานและคณะกรรมการ ตรวจการจ้าง ต้องเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือสั่งการใดๆตามข้อเสนอของบริษัท ข. ผู้รับจ้างหรือขอรับความเห็นชอบ ในแบบรูปรายการละเอียดของงานก่อสร้างที่จะดำเนินการก่อสร้างต่อไป หากการพิจารณาของผู้ควบคุมงานหรือ คณะกรรมการตรวจการจ้างใช้เวลาพิจารณาล่าช้า ย่อมถือว่ามีส่วนสัมพันธ์และมีผลกระทบต่อการดำเนินงาน ของผู้รับจ้างโดยตรง กรม ก. จึงชอบที่จะพิจารณางด ลดค่าปรับ หรือขยายเวลาให้แก่ผู้รับจ้างได้ตามจำนวน วันที่เหตุเกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ ตามระเบียบฯ ข้อ 139 (1)

          ประเด็นที่ 6

          บริษัท ข. อ้างว่า การตรวจรับงานของคณะกรรมการตรวจการจ้างเป็นไปโดยไม่ชอบ  เนื่องจากลักษณะงาน ก่อสร้างอาคารตามสัญญา เป็นงานที่ต้องดำเนินการเรียงตามลำดับ จะข้ามหรือสลับงวดกันไม่ได้ และการส่งมอบงาน ของบริษัท ข. และการรับมอบงานของคณะกรรมการตรวจการจ้างจะต้องตรวจเรียงตามลำดับ จะข้ามงวดมิได้เช่นกัน กรณีนี้บริษัท ข. ได้ส่งมอบงานงวดที่ 1-10 ตามลำดับ แต่การตรวจรับของคณะกรรมการตรวจการจ้าง เป็นไปโดยไม่ชอบ กล่าวคือ

          (1) วันที่ 26 กรกฎาคม 2547 บริษัท ข. ได้ส่งมอบงานงวดที่ 1 2 และ 3 ซึ่งคณะกรรมการมีมติรับมอบ เฉพาะงานงวดที่ 2 และ 3 ส่วนงวดที่ 1 ไม่สามารถตรวจรับได้เนื่องจากยังมิได้มีการอนุมัติแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการ และทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมก่อน แม้ว่างานจะแล้วเสร็จจริงก็ตาม ซึ่งการที่คณะกรรมการมีมติตรวจรับงานงวดที่ 2 และ 3 จึงไม่ถูกต้อง ซึ่งคณะกรรมการตรวจการจ้างจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาให้แล้วเสร็จโดยเร็วหรือจะมีมติใหม่ ให้ยกเลิกมติที่อนุมัติให้มีการแบ่งงวดงานงวดเงินใหม่ก็ได้ เพราะรายการงานก่อสร้างตามงวดงานมีราคาคงตัว และเป็นรายการที่แยกออกจากงวดงานนั้นๆ ได้โดยอิสระ และไม่ต้องทำการเปรียบเทียบราคาใหม่อีก ซึ่งจะทำให้ คณะกรรมการสามารถตรวจรับงานงวดที่ 1 ได้ทันที แต่ผู้ว่าจ้างก็ปล่อยทิ้งไว้จนล่วงเลยระยะเวลาตามสัญญาจ้าง จนกระทั่งถึงวันที่ 5 เมษายน 2548 นับเป็นเวลา 245 วัน (4 สิงหาคม 2547-5 เมษายน 2548) ซึ่งถือเป็นเหตุตามระเบียบฯ ข้อ 139 (1) การจ้างซึ่งบริษัท ข. ไม่ต้องรับผิดต่อค่าปรับตามที่ผู้ว่าจ้างแจ้งตลอดเวลาที่ยังมีเหตุนี้อยู่จนถึงวันที่ตรวจรับ และเบิกจ่ายเงินค่าจ้าง

          (2) วันที่ 18 เมษายน 2548 ส่งมอบงานงวดที่ 1/2 และ 9/2 ภายหลังจากสิ้นสุดสัญญาแล้ว 30 วัน แต่ก่อนที่จะสิ้นสุดสัญญาคณะกรรมการได้มีมติรับมอบงานไปแล้ว 7 งวด (งวดที่ 2-8) อันเป็นการขัดกับ ระเบียบและหลักการก่อสร้าง กล่าวคือ หากงานงวดที่ 1 ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ไม่สามารถตรวจรับงานงวดถัดมาได้  ซึ่งหากว่า การตรวจรับมอบดังกล่าวเป็นไปด้วยความถูกต้องแล้ว ย่อมแสดงว่า งานงวดที่ 1 ที่บริษัท ข. ส่งมอบครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2547 ได้แล้วเสร็จลงและถูกต้องหรือหากมีการแก้ไขเล็กน้อยอย่างช้าที่สุด ต้องแล้วเสร็จก่อนการรับมอบงานงวดที่ 4 (วันที่ 27 กันยายน 2547) แต่ในความเป็นจริงได้แล้วเสร็จขณะที่มีการตรวจรับมอบงานงวดที่ 2-3 ซึ่งเป็นไปโดยถูกต้อง ตามระเบียบราชการ ดังนี้ การแจ้งส่งมอบงานงวดที่ 1/2 ของบริษัท ข. จึงเป็นการปฏิบัติทางธุรการตามคำสั่ง ของคณะกรรมการตรวจรับการจ้างที่เป็นการผิดหลงในข้อเท็จจริงเท่านั้น ระยะเวลาที่ล่วงเลยมาจึงมิใช่ความผิดของผู้รับจ้าง บริษัท ข. จึงไม่ต้องรับผิดในค่าปรับ

              ประเด็นนี้ เห็นว่าในหลักการ การตรวจรับงานจ้างก่อสร้าง โดยปกติคณะกรรมการตรวจการจ้าง จะต้องทำการตรวจรับตามงวดงานที่ปรากฏในสัญญาจ้างเป็นสำคัญ โดยไม่สามารถตรวจรับข้ามงวดงานได้ อีกทั้งจะต้องดำเนินการโดยถือปฏิบัติตามหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร 1305/ว 5855 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2544 เรื่องระยะเวลาในการตรวจการจ้างงานก่อสร้าง  และการตรวจรับพัสดุ กรณีนี้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการตรวจการจ้างมิได้ทำการตรวจรับให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งสัญญาและหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ย่อมถือว่ามีส่วนสัมพันธ์และมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของผู้รับจ้างโดยตรง กรม ก. จึงชอบที่จะพิจารณางด หรือลดค่าปรับให้แก่ผู้รับจ้างได้ ตามนัยระเบียบฯ ข้อ 139 (1) 

          จากตัวอย่างคำวินิจฉัยของคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุที่นำมาเสนอข้างต้น นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุและคณะกรรมการตรวจการจ้างจะสามารถนำไปปรับใช้เป็นเกณฑ์เพื่อประกอบการใช้ดุลยพินิจ พิจารณาเสนอความเห็นต่อหัวหน้าส่วนราชการได้อย่างถูกต้อง อันจะช่วยลดปัญหาการร้องเรียนของผู้รับจ้างซึ่งเป็น คู่สัญญาของทางราชการได้อีกทางหนึ่ง